หายไปนาน 3 เดือนเลย จากที่อัพครั้งล่าสุดเมื่อตอนต้นเดือนมกราคม เนื่องจาก
มกราคม ช่วงนั้นทำโปรเจคต์และอ่านหนังสือสอบรวบยอด
กุมภาพันธ์ ก็อ่านหนังสือสอบรวบยอดและสอบสภา
มีนาคม หลังสอบสภาเสร็จ ก็ไปหาสมัครงานตามโรงบาลต่าง ๆ จนถึงขณะนี้ ผมอยู่ในภาวะว่างงานอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จนถึงช่วงสงกรานต์นี่แหละเพิ่งจะมีเวลาว่างจริงๆ ที่ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนหลายๆอย่าง
ต้องขอโทษเพื่อนๆชาวบล็อกที่เคยเข้ามาเยี่ยมกันเป็นประจำทั้งที่ไม่ได้อัพและไม่ได้ไปเยี่ยมตามบล็อกเพื่อนชาวบล็อก
ตามแผนที่วางไว้ผมกะจะอัพวันที่ 12 เมษายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 2 ปีที่ผมบวช แต่ก็มีเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในช่วงวันสงกรานต์ทำให้ผมตามติดนาทีต่อนาทีจนไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว ผลเป็นยังไงก็ได้ทราบกันแล้วตามสื่อต่างๆนะคับ
พอมาเช็คอีกทีพบว่าผมเพิ่งลงไปแค่ 11 วันจาก 23วันที่ผมบวช ผมก็ค่อนข้างแปลกใจว่าผมมัวไปทำไรอยู่ 2 ปีได้แค่ 11วันเอง
23 Days in Poo Lom Khum
Day: 12,13,14
DAY 12: แบกไม้อีกแล้ว
ต่อจากเมื่อวาน ที่ยังเหลือไม้กองเกะกะจะต้องจัดเข้าที่แยกให้เป็นหมวดหมู่ วันนี้แบกไม้ตั้งแต่บ่าย 3ถึง 6 โมงเย็น มีไม้ที่หนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป ขนาดผมระวังแล้วก็ยังเจอเสี้ยนปักเข้าไปหลายดอก วันนี้ยังเหลือไม้ระเกะระกะอีกจำนวนหนึ่งที่แยกประเภทไม่ได้ ครูจารย์บอกว่าเดี๋ยวพิจารณาก่อนว่าจะเอาไม้พวกนี้ไปทำอะไร พรุ่งนี้ผมคาดว่าคงเก็บตกประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงคงเสร็จ(หวังว่าคงเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ)
DAY 13: มันยังไม่จบคับ
ตอนเช้าไปบิณฑบาตเป็นไปตามคาด คือ มีคนใส่บาตรน้อย ที่ใส่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเหนียวไม่ค่อยมีอย่างอื่น(คนที่มาใส่จะเป็นหน้าเดิมๆไม่เหมือนตอนวันหยุดสงกรานต์จะมีหน้าใหม่ๆหรือหน้าเดิมแต่มาใส่บาตรวันหยุดสงกรานต์) สาเหตุก็ง่าย ๆ คือ วันนี้เป็นวันจันทร์ วันราชการคนเขาไปทำงานกัน ไม่เหมือนวันสงกรานต์ถึงแม้จะเป็นวันราชการคนก็เยอะอยู่ดี
วันนี้แบกไม้ขนไม้เป็นวันที่ 3ติดต่อกัน(จนจะอยู่กินกับไม้อยู่แล้ว) วันนี้เก็บตกก็จริง แต่เก็บตกไปเก็บตกมาปรากฏว่าเหนื่อยกว่า 2 วันที่ผ่านมาซะอีก แถมมีโจทย์ใหม่คือ ครูจารย์ท่านนำไม้ยูคาฯเข้ามาเพิ่มอีก ถามว่าไม้ยูคาจำนวนเท่าไหร่ ลองนึกถึงรถปิกอัพหรือรถกระบะแล้วเอาพวกไม้ยูคามาวางเรียงบนกระบะที่ระดับความสูงประมาณที่นั่งคนขับ แล้วขนยังงี้ประมาณ 3รอบ คิดดูซิว่าเยอะขนาดไหน ไม่ต้องบอกก็พอทราบนะคับว่าพรุ่งนี้ผมจะแบกอะไร
ขากลับ ครูบาโน้ตเห็นผมเหนื่อยๆท่านเลยบอกว่า สายหลวงปู่หล้าก็งานหนักยังงี้แหละ คือทำทุกอย่าง อย่างงานก่อสร้าง ช่างไม้นี่ทำเองหมด แถมท่านยังปิดท้ายด้วยว่าท่านฝึกให้เรารู้ความทุกข์(เออกรูรู้ซึ้งแล้วT_T)
Day 14: วันเลคเชอค์วันที่ 2
วันนี้เป็นวันพระ ผมก็เลยจะคอยดูว่าวันนี้ครูบาเหน่งจะกำหนดไม่หิวอีกมั้ย ตอนเช้าไม่เป็นไปตามคาดคือ ครูบาเหน่งยังออกบิณฑบาตในวันนี้อยู่ แต่พระที่กำหนดไม่หิวคือหลวงพ่ออ๊อดกับครูบาโอ
อย่างที่บอกไปเมื่อวานว่ามีไม้ยูคาฯให้ขนอีกแล้ว แต่วันนี้ตั้งแต่บ่าย3ถึงบ่าย4ครึ่ง ผมไปทำความสะอาดศาลาก่อน กลับมาไม้ยูคาฯถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้ว ผมแค่เก็บเศษไม้เล็กๆน้อยๆเท่านั้นก็ถือว่าไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก
ตอนเย็นมีทำวัตรเย็นรวมที่วิหาร ขอบอกก่อนนะคับว่า จะทำวัตรเย็นรวมที่ศาลาวันที่เป็นวันพระใหญ่คือวันขึ้น 15ค่ำ ถ้าเป็นวันพระอื่นหรือที่เรียกกันภายในว่าวันพระเล็กจะทำวัตรเย็นรวมกันที่วิหาร
วิหารเป็นวิหารไม้เคลือบเงาด้วยชะแล็ค กว้างประมาณ 2เมตร ยาวประมาณ 10เมตร ถ้าเทียบกับศาลาแล้วจะเล็กกว่ามาก อย่างที่เคยเขียนไปคราวก่อนตอนที่ทำวัตรเย็นรวมครั้งแรก ว่าวันนั้นผมหิวน้ำ เลยไม่ได้ตั้งใจฟัง วันนี้เลยตั้งใจมาฟังท่านให้โอวาทเป็นพิเศษ วันนี้ที่ฟังท่านให้โอวาทจับได้ 4ประเด็นคือ
- การปฏิบัติควรปฏิบัติให้ถูกต้อง ถูกทาง เพราะถ้าเกิดเราปฏิบัติผิด แต่เรามีความเพียรมันก็ไม่ได้อะไร
- การปฏิบัติของเราควรเริ่มด้วยศรัทธาแต่ต้องเป็นศรัทธาที่ถูกต้องด้วย
- การปฏิบัติควรหาที่ยึดที่ประเสริฐ จึงจะถึงเป้าหมายที่เราต้องการ ท่านเปรียบเราแต่ละคนลอยอยู่กลางทะเลแล้วหาที่ยึดที่เกาะ ถ้าเป็นคนโง่เมื่อเห็นศพลอยมาก็จะเอาเป็นที่ยึดซึ่งมันจะทำให้เราไม่ถึงฝั่งในที่สุดเราก็จมน้ำ ถ้าเกิดมีแพหรือต้นซุงท่านบอกว่ามันจะเป็นที่ยึดอันประเสริฐ เปรียบได้กับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ายึดแล้วเราก็จะไปถึงฝั่งหรือประสบความสำเร็จได้
- อริยสัจ4: ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นหลักธรรมที่ใครๆก็รู้ ผมก็รู้ แต่อย่าลืมนะคับว่า หลักธรรมนี้เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นะคับ ตามที่เคยท่องมาว่าอริยสัจ4มีอะไรบ้าง ยังไง แต่ผมว่าหลายคนไม้เข้าใจหลักธรรมนี้ เพราะถ้าผมเข้าใจคงสำเร็จหรือมีภูมิธรรมที่สูงแล้ว(5555) ผมว่าอริยสัจ4เป็นหลักธรรมที่ง่ายแต่เข้าใจได้ยาก(easy but hart to understand) เพราะมันเป็นหลักธรรมที่ทำให้เราหลุดพ้น ถ้าคิดให้ลึกซึ้งเข้าไปอีกผมว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เราท่องหรือนำไปใช้แก้ปัญหาว่า "หาสาเหตุและทางดับทุกข์สิ" ผมว่า "หาสาเหตุและทางดับทุกข์สิ" มันเป็นcommon senseในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว หรือว่าไม่จริงคับ ต่อให้เราไม่รู้อริยสัจ4เรายังแก้ปัญหาได้เลย ไม่งั้นฝรั่งคงทำไรไม่เป็นแน่ๆ ถ้าไม่รู้อริยสัจ4
ดังนั้นผมว่าอริยสัจ4 ต้องมีอะไรมากกว่าการแก้ปัญหา อย่างที่ครูจารย์ท่านยกมาสอนจะชี้บอกว่าเหตุแห่งทุกข์คือ โลภะ โทสะ โมหะ หลักการคือ เราต้องดับเหตุแห่งทุกข์คือ โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าดับได้เราก็พ้นทุกข์แล้ว แล้วใครทำได้บ้างล่ะ????
ผมว่าครูจารย์ท่านสอนแบบChild Center คือให้พระไปฝึกไปปกิบัติเอาเอง สงสัยอะไรค่อยมาถาม แล้ววันที่ท่านให้โอวาทคือ วันพระที่มาทำวัตรเย็นรวมกัน ผมขอเรียกวันพระที่ทำวัตรเย็นรวมกันแล้วฟังโอวาทจากครูจากว่า วันlecture วันนั้นพระแต่ละรูปจะได้ข้อคิดเรื่องต่างๆที่ท่านสอนไปคิด พิจารณาแล้วปฏิบัติตาม สำรหับผมวันนี้ก็น่าจะเป็นวันเลคเชอร์วันที่ 2ของผม