2007/Mar/05

ค่ายหมอยาเขาสวนกวาง :
The third of me

เกริ่นนำ

ค่ายหมอยาครั้งที่ 3 คราวนี้ไปที่โรงเรียนชุมชนโนนสมบูรณ์ อำเภอเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่นซึ่งจัดระหว่างวันที่8-12 ตุลาคม 2549 ค่ายหมอยาครั้งที่ 3นี้จะต่างจากครั้งแรกและครั้งที่ 2คือ ไม่มีคนในค่าย(คนในคณะเราที่ไปออกค่าย)ที่รู้จักกับคนในพื้นที่เลย เนื่องจากค่ายหมอยาครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านกุดดู่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภูซึ่งโรงเรียนนี้จะมีแม่พี่หนิง(พี่ปีบัณฑิตปีนี้คนสวย ๆ น่ะรู้สึกว่าจะเคยประกวดนางงามด้วย)เป็นผอ.(ผู้อำนวยการ) มาครั้งที่ 2 จำชื่อโรงเรียนไม่ได้แล้วแต่โรงเรียนนี้มีพ่อเน็ตปี4เป็นผอ.ทำให้ครั้งที่ 1และครั้งที่ 2ถ้าขาดเหลืออะไรพอจะคุยกันได้เพราะเป็นคนกันเอง แต่มาครั้งที่ 3ทางสโมฯจะต้องไปติดต่อที่โนนสมบูรณ์เอง ก็ค่อนข้างตะกุกตะกักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรเรามาออกค่ายหนิไม่ได้มาเที่ยวซะหน่อย(เหอะ ๆ )

สาเหตุที่มาออกค่ายที่เขาสวนกวางพอทราบมาคร่าว ๆ ว่าแจ๊บประธานสโมฯมางานแต่งงานแถวเขาสวนกวางแล้วไปอีท่าไหนไม่รู้เกิดหลงทางแล้วมาโผล่แถวโนนสมบูรณ์ก็เลยเกิดถูกชะตา(คงประมาณเราเจอเนื้อคู่ล่ะมั้ง)เลยเลือกมาทำค่าย แล้วก็ทำการติดต่อกำนัน อบต. ผู้อำนวยการโรงเรียน

ขอบอกก่อนว่าโรงเรียนโนนสมบูรณ์เป็นโรงเรียนที่สงบ สดชื่น ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากเพราะหลังโรงเรียนจะถูกล้อมไปด้วยภูเขา ระหว่างทางที่มาโรงเรียน 2 ข้างถนนจะเต็มไปด้วยป่ามันสำปะหลังและป่าอ้อย

เสาร์ 7 ตุลาคม 2549 : วันสุกดิบ

ก่อนวันเปิดค่ายจริง(วันที่8)1 วันก็ได้มาชุดเตรียมค่าย ที่ไปเตรียมค่ายวันนั้นก็มีฟลุ๊ค ต๋อย ฮ็อด บุ๊ง ก่อง ตุ้ย คิง จุก แจ๊ป แต่คนที่นอนที่นั่นจะมี ผม ตุ้ย ฮ็อด คิง

วันแรกที่ไปก็ไปยกโต๊ะจัดเตรียมสถานที่สำหรับพรุ่งนี้เพราะที่จัดงานเดิมเป็นโรงอาหารจะต้องยกโต๊ะอาหารออกก่อน ตอนบ่าย ๆ ก็ไปขนเสื่อที่วัด ตกเย็นก็กวาดถูห้องเอาเสื่อไปปูเตรียมเอาไว้สำหรับนอนโดยที่ชั้นล่างจะเป็นที่นอนของผู้ชาย ชั้นบนหรือชั้นสองจะเป็นที่นอนของผู้หญิงซึ่งจะดูสะอาดกว่าของผู้ชายมากเพราะห้องที่ผู้หญิงนอน 2 ห้องเป็นห้องวิทยาศาสตร์และห้องภาษาซึ่งปกติจะสะอาดอยู่แล้วเพราะพื้นปูด้วยกระเบื้องแถม2ห้องนี้ก่อนเข้าต้องถอดรองเท้าอีก ไม่เหมือนของผู้ชายที่เป็นห้องเรียนธรรมดาใส่รองเท้าเข้ามาเรียนถึงเราจะปัดกวาดเช็ดถูกดีขนาดไหนมันก็ยังมีฝุ่นอยู่ดี แต่ไม่เป็นไรเรามาออกค่ายหนิไม่ได้มาเที่ยวซักหน่อย( เหอ ๆ ๆ)

วันนี้โชคดีหน่อยที่ผอ.ชวนพวกเราไปเลี้ยงข้าวเย็นที่บ้านไม่งั้นคงได้ขอข้าววัดกินแน่ ก็เอาเป็นว่ามื้อนี้รอดตายไปอีก 1 วัน

อาทิตย์ 8 ตุลาคม 2549 : วันแรกอย่างเป็นทางการ

พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมายกโซฟา โต๊ะรับรอง โพเดียมจากห้องผอ.เพื่อมาจัดเตรียมสถานที่สำหรับเปิดงาน พอ 6โมงก็มายกลำโพงต่อ แล้วก็มาเคลียร์พื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะได้สถานที่ที่พร้อมสำหรับพิธีเปิดในช่วงเช้า

พิธีเปิดงานโดยทั่ว ๆ ไปประธานจะมาพูดอะไรก็ไม่รู้น่าเบื่อ ๆ ชวนหลับ แต่นายอำเภอคนนี้แกมาแนวมากตั้งแต่ตอนแกมาถึงแกก็โบกมือ ส่งจูบ โชว์มือที่เป็นสัญลักษณ์แฟนพันธุ์แท้หรือฉันรักเธอ(ทำยังกะเป็นดารามาโชว์ตัว)เรียกเสียงฮือได้พอสมควร เรื่องที่แกกล่าวเปิดงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจทำให้สามารถดึงคนดูไม่ให้ง่วงได้ แล้วทั่นนายอำเภอยังมีการแนะนำปลัดหนุ่มหล่อ เพิ่งจบปริญญาโททำให้สาว ๆ ที่นั่งเอื่อย ๆ อยู่ชะเง้อดูว่าท่านปลัดหนุ่มรูปหล่อคนนั้นนั่งอยู่ไหนกัน ส่วนเราก็ชะเง้อดูเหมือนกันว่าจะหล่อกว่าเราขนาดไหนเชียว(HA)

กิจกรรมต่อไปหลังพิธีเปิดคือประกวดเต้นแอโรบิกวัยทอง ซึ่งผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องมีอายุ 45ปีขึ้นไป ทีมที่ส่งเข้าแข่งขันมีทั้งหมด 4 ทีม คนที่เข้าแข่งขันจะเป็นแม่บ้านอายุก็มีไปตั้งแต่หลัก 5 6 7 ไปจนถึง82ก็มี(คุณยายที่อายุ82ได้รางวัลpopular voteด้วย) แต่การประกวดเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากทำให้เวลาส่วนใหญ่ของกิจกรรมหมดไปกับการนั่งนอน พอมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เขาประกาศผลแล้ว แต่ก็ยังดีหน่อยที่มีคนคิดเหมือนกับเราอย่างไอ้ก่องซึ่งเป็นช่างภาพประจำค่ายเดินมาบอกว่า นี่จะให้กูมานั่งดูคนแก่เต้นเนี่ยนะ เราก็เลยตอบมันไปว่า ถ่าย ๆ ไปเถอะมึงมันกิจกรรมของสสส.เขาอยากให้คนไทยมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้า

ในตอนบ่ายจะมี 3กิจกรรมที่ทำพร้อมๆ กันโดยแยกกันตามสีคือพัฒนาห้องสมุดนำทีมโดยแจ๊ป ห้องพยาบาลนำทีมโดยพี่ปลา สวนสมุนไพรนำโดยเบนซ์ ผมได้ไปพัฒนาห้องสมุดที่นึก ๆ ไว้น่าจะสบายไม่มีไรมากแค่ไปจัด ๆ หนังสือเท่านั้นเอง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ไม่เป็นอย่างที่คิดเลยคือแจ๊ปให้เอาเทปกาวติดสันหนังสือเพื่อให้แยกหมวดว่าสีนี้เป็นหนังสือประเภทนี้นะ ในส่วนที่ผมรับผิดชอบจะเป็นหนังสือหมวดสังคมมีทั้งหนังสือเล่มเล็กเล่มใหญ่ประมาณ 300กว่าเล่ม ติดตอนแรก ๆ ยังเพลินอยู่แต่พอผ่านไปก็เริ่มๆ มึนแล้วบวกกับฝุ่นที่ติดตามหนังสือแล้วยิ่งหนักไปกันใหญ่ จะหนีก็หนีไม่ได้ แต่ก็เหมือนสวรรค์ยังเข้าข้างเราเมื่อมีเสียงแจ๊ปประกาศออกมาว่า พอ ๆ กันก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเช้าค่อยมาทำต่อ เราก็คิดในใจเออดีแล้วนึกว่าจะได้แต่งงานกับกองหนังสือแล้วกู พอมาดูนาฬิกาอีกทีก็ปาเข้าไปบ่าย 4กว่า ๆ แล้วนี่เราขลุกกับกองหนังสือเกือบ 3 ชม.เลยเหรอเนี่ย

พอเสร็จจากห้องสมุดนรกแล้วแจ๊ปก็มาบอกว่าได้ออกPCUกับแจ๊ปและตุ้ย เดี๋ยวเย็นนี้จะเอานมกล่องไปให้บ้านที่ทำPCUเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเขา(กำหนดการออกPCUเริ่มพรุ่งนี้ตอนบ่าย ๆ ) แต่พอประชุมตอนเย็นปรากฎว่าผมได้ถูกเปลี่ยนกลุ่มPCUไปอยู่กับอิ๋มปี4และแอ๋มปี3ภาคอิ๊งเนื่องจากว่าพรุ่งนี้แจ๊ปกับอิ๋มติดธุระไปออกPCUไม่ได้บวกกับแอ๋มพูดภาษาอีสานไม่เป็น จากนั้นก็มาคุยรายละเอียดเกี่ยวกับบ้านที่จะไปออกPCUพรุ่งนี้กับอิ๋มและแอ๋ม พอคุยกันเสร็จแอ๋มก็เลยถามว่า

พี่เบสพูดภาษาอีสานได้จริงเหรอ

เออก็พูดได้สิทำไมเหรอ

หน้าตาพี่เบสไม่เหมือนคนอีสานเลยอ่ะ

อืม พี่ก็พอรู้อยู่นะ ว่าหน้าตาพี่ออกแนว ๆ เด็กกรุงเทพฯน่ะ

ป่าวพี่ หน้าตาพี่เหมือนเด็กใต้มากกว่า

ตอนดึกผมได้ยามกะตี2ถึงตี4(มีทั้งหมด 4กะคือ 4ทุ่มถึงเที่ยงคืน เที่ยงคืนถึงตี2 ตี2ถึงตี4 ตี4-6โมงเช้า)ซึ่งถ้าเทียบกับกะอื่นๆ แล้วกะนี้เป็นกะที่ซวยที่สุด กะของผมจะมีบุ๊ง เบนซ์ เจมส์ปี2และโต้ปี 1 ตอนที่ตื่นมาเฝ้ายามปรากฎว่าเพื่อนร่วมกะของเราพากันหลับคาเก้าอี้กันหมดไอ้เราถ้าจะนั่งอยู่กับพวกนั้นสภาพแวดล้อมมันคงinduceให้เราหลับตามแน่เลย ก็เลยมาเขียนสมุดกระจก(ไม่ใช่อย่างที่ใครบางคนกล่าวหาผมว่านอนหลับไม่มาเฝ้ายาม)หรือส่องเงา(ผมจะติดคำว่าสมุดกระจกมากกว่าส่องเงาเพราะตอนที่อยู่ธรรมศาสตร์เค้าจะเรียกสมุดกระจกกันโดยเราจะเอาสมุดกระจกให้คนอื่นเขียนเกี่ยวกับตัวเราก็เหมือนกับว่าเราส่องกระจกหรือส่องเงาอยู่นั่นเอง)

จันทร์ 9 ตุลาคม 2549 : ออกPCUกับแอ๋มและน้องเหมียว

วันนี้ตอนบ่ายตามกำหนดการจะมีWalk Rallyในหมู่บ้านแต่เนื่องจากฝนตกทำให้Walk Rallyถูกยกเลิกไปทำให้บ่ายนั้นทั้งบ่ายผมมาแอบงีบหลับในห้อง(^_^) เพื่อรอให้ถึง 4โมงเย็นจะได้ออกPCU

พอถึงบ่าย 4โมงก็มารวมกันที่โรงอาหารเตรียมออกPCU แล้วจุกก็มาประกาศว่าจะจัดน้องปี 1 ปี 2มาออกPCUด้วยเพื่อสังเกตการณ์เพราะขณะที่เราออกPCUกันน้อง ๆ ปี 1ปี 2ไม่ได้ทำอะไรก็เลยให้ไปออกPCUด้วย ปรากฎว่าได้น้องเหมียวปี 2ไปออกPCUด้วย ขณะที่เดินไปตามหมู่บ้านก็คุยกับน้องเหมียวพอหอมปากหอมคอแต่คงไม่ถึงกับหอมแก้มเพราะมันอุบาทว์ไป

ดีค่ะพี่เบส สายรหัสพระเจ้า (ผมอึ้งไปพักนึง แล้วมาคิดกูเป็นพระเจ้าตอนว่ะ ที่น้องเค้าเรียกอย่างงี้คงน่าจะเป็นเพราะพี่รหัสเราคือพี่อรปี4และน้องสายเราคือไอ้ปอยปี2นั่นเอง พอคิดได้ยังงั้นก็อยากจะบ้าตาย นี่กูสร้างความเสื่อมเสียให้สายรหัสรึเนี่ย)

น้องเหมียวพูดภาษาอีสานได้ปะ

ไม่ได้พี่ ถึงหนูจะคนในพื้นที่แต่หนูก็พูดไม่ได้

แล้วเป็นคนที่ไหนล่ะ

สารคามพี่

เหรอ อือ ๆ เนี่ยตอนพี่มาเรียนขอนแก่นใหม่ ๆ นะพี่พูดภาษาอีสานไม่ได้เลย ก็เลยไปเข้าคอร์สฟังและพูดภาษาอีสานก็เลยพอพูดได้น่ะ

เหรอพี่ ดีจัง เหมียวคงไม่มีเวลาไปเข้าคอร์สเรียนหรอกพี่

( กำ กะจะเล่นมุขกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะซะงั้น)

รายละเอียดบ้านที่ผมออกPCUวันแรกมีอยู่ 3 หลัง

1. บ้านหลังที่ 1 ตอนที่เราไปถึงจะเห็นตาอยู่บ้านคนเดียว ส่วนยายไปทำธุระข้างนอก ตาอายุ 80 ปีพอดี เป็นอัมพฤกมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ คุณตาจะไปหาหมอทุก ๆ เดือนเพื่อไปเอายา ยาที่หมอให้จะเป็นพวกยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ วิตามินรวม

2. ส่วนบ้านหลังที่ 2 จะเป็นคุณลุงอายุ 50 ปีเป็นเบาหวานมาได้ 2ปีแล้วแต่แกควบคุมเบาหวานได้ดีมาก ปฏิบัติตามหมอบอกทุกอย่าง(โดยดูจากผลตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ลุงไปตรวจตามที่หมอนัด) ทำไร่ทำนาได้ตามปกติ ทำให้เราไม่ต้องไปแนะนำอะไรลุงมาก

3. บ้านหลังที่ 3 ที่จริงแล้วเคสที่เรารับผิดชอบคือคุณลุงที่ป่วยเป็นโรคตับอักเสบ แต่ลุงแกเพิ่งเสียไปเมื่อเดือนก่อนเหลือแต่ป้าซึ่งเป็นภรรยาของแก ตอนที่คุยกับอิ๋มเมื่อวานอิ๋มบอกว่าให้เราสอบถามอาการของลุงจากป้าเอา แต่พอพวกเราพูดถึงลุงป้าแกก็เริ่มน้ำตาคลอ แสดงว่าป้าแกยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของลุง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ผมก็เลยเปลี่ยนแผนโดยการถามอาการป่วยจากป้าแทนแล้วค่อยไปอธิบายให้อิ๋มฟังทีหลัง ก็พอทราบว่าป้าแกเคยเป็นไทรอยด์เป็นพิษเมื่อ 3 ปีก่อนแกรับยาอยู่ 2ปีแล้วหายมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าป้าแกเป็นhyper หรือ hypo เพราะป้าแกไม่รู้ พอขอดูซองยาก็หาไม่เจอเพราะแกไม่ได้ทานมา 1ปีแล้ว

หลังจากที่เราเก็บข้อมูลบ้านทั้ง 3หลังแล้ว( คือผมจะถามอย่างเดียวส่วนแอ๋มจะจดตาม )เราก็ทำการบันทึกในแบบฟอร์มที่เค้าแจกมาให้ ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ได้เกือบครบหมดแล้ว เหลือแต่แผนผังครอบครัวซึ่งทางเราวางแผนว่าพรุ่งนี้จะไปเก็บให้ครบ ส่วนวันที่ 3ก็ไม่ต้องไปเก็บข้อมูลมาก ไปแค่ร่ำลาก็พอ

เสียดายที่การออกPCUปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนที่จะมีการพรีเซนต์และก็ดิสคัสเกี่ยวกับเคสของแต่ละคนไปเจอมาเพราะจะทำให้เราแลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่างเช่นคนนั้นอาจได้เคสคนเป็นโรคเบาหวาน เราอาจได้เคสไขข้อก็จะได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน บางเคสเราไม่แน่ใจอาจจะถามคนอื่น ๆ ที่พอรู้ ผมว่าถ้าไม่มีการพรีเซนต์และดิสคัสกันองค์ความรู้ที่จะเกิดจากการนำวิชาความรู้ที่เราเรียนมาจากคณะมาบูรณาการในการออกPCUจะไม่เกิดขึ้นเลย

อังคาร 10 ตุลาคม 2549 : สไปซ์ เฮ้ย สะใภ้ เฮ้ย เซอร์ไพรซ์น้องค่าย

วันนี้กิจกรรมก็รันตามตารางเป๊ะก็คือตอนเช้าไปฟังบรรยายธรรมะที่วัด พอมาช่วงสายก็มีการบรรยายเรื่องเพศศึกษาซึ่งจะเป็นการแสดงละครของน้องปี 1โดยมีดารารับเชิญคือฮ็อดกับคิง มีการแนะแนวการศึกษาต่อโดยจะแบ่งเป็นฐานคือ แนะแนวการศึกษาเรื่องสายอาชีวะดูแลโดยฟลุ๊ค การศึกษาในระดับมัธยมปลายโดยน้องส้มปี2กับน้องต่ายปี 1 ส่วนอีกฐานนึงจะเป็นของอาร์มจะทำเป็นInspirate tree โดยจะให้น้อง ๆ เขียนความฝันของตัวเองว่าอยากเป็นอะไรลงบนInspirate tree แล้วอาร์มก็จะมาอธิบายเพิ่มเติมหลังจากที่น้อง ๆ ค่ายพากันเขียนความฝันตัวเองเสร็จแล้ว

พอมาตอนบ่ายกิจกรรมของปี3ปี4 คือออกPCU ส่วนน้องปี 1 ปี 2ก็จะเตรียมขบวนรณรงค์ยาเสพติดกับน้องค่ายเพื่อเดินรณรงค์รอบ ๆ หมู่บ้าน( ดังนั้นน้องเหมียวก็เลยไม่ได้ไปออกPCUกับเรา T_T)

ออกPCUวันนี้ก็ทำตามแผนที่วางไว้คือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแผนผังครอบครัวให้ครบทั้ง 3 บ้านในขณะที่พวกเราออกPCUกันก็จะมีขบวนรณรงค์เดินรอบ ๆ หมู่บ้าน แต่สิ่งที่ผมแปลกใจมากคือน้องค่ายพากันเต้นตามเพลงสันทนาการอย่างสุดมันส์ ไม่มีเคอะเขินทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น(ตั้งแต่วันแรกของค่าย) พอถึงช่วงสันทนาการน้อง ๆ เค้าจะอิดออด อาย ไม่กล้ามาแสดง แต่พอเดินรณรงค์กลับเป็นอีกเรื่องนึง มีบางคนถึงกับพูดว่าคงเป็นเพราะตอนเที่ยงกินข้าวเหนียวส้มตำก็เลยทำให้serotoninหลั่งออกมามาก(5555)

พุธ 11 ตุลาคม 2549 : เป็นซูลูปีที่ 3

เมื่อคืนตอนประชุมสรุปงานต๋อยก็ประกาศว่าผมได้เป็นซูลูในการแสดงเปิดพิธีรอบกองไฟ ถ้านับจากค่ายหมอยาครั้งที่ 1ถึงครั้งที่ 3แล้วผมได้เป็นซูลูมา 3 ปีติดเข้าให้แล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่อุบาทว์มาก แถมตอนกลางวันไอ้ต๋อยก็ดันมาถามอีก

พี่เบสเป็นซูลูมากี่ปีแล้วพี่

ปีนี้ก็ปีที่ 3แล้ว

ดีพี่เดี๋ยวปีหน้าเป็นซีลี(ซูลูที่แต่งเป็นหญิง)ก็แล้วกัน( เวรนึกว่าจะไม่ให้กูเป็นอะไรแล้ว )

กิจกรรมตอนเช้าเดิมตามตารางจะเป็นการแข่งขันกีฬาฮาเฮ แต่เนื่องจากวันจันทร์ฝนตกWalk rallyถูกงด ก็เลยเอามาแทนการแข่งขันกีฬาฮาเฮ Walk rallyตอนเช้าผมกับวู้ดดี้จะไปประจำฐานปฏิบัติการโดยเราจะไปให้คะแนนปฏิบัติการแต่ละกลุ่มว่าทำถูกตามคำสั่งหรือเปล่า

ส่วนตอนบ่ายก็ไปออกPCU วันนี้จะไปเก็บข้อมูลแผนผังเครือญาติที่เหลือจากเมื่อวานให้ครบและก็ร่ำลาบ้านที่เราไปออกPCU

สำหรับการแสดงรอบกองไฟที่เป็นไฮไลต์คือการแสดงโปงลางสะออนซึ่งเรียกเสียงฮาจากคนดูได้มากทีเดียว โดยคิงจะแต่งเป็นอิ๊ดโปงลางสะออน ลาล่าลูลู่จะเป็นเจมส์ปี2กับฮ็อด หางเครื่องผู้ชายแต่แต่งเป็นหญิงจะมีบุ๊ง วู้ดดี้ บอมบ์ ฟลุ๊ค เดช ส่วนผม ตุ้ย ทวนเป็นนักดนตรี

พฤหัส 12 ตุลาคม 2549 : ไปบุเรงนองกลับบุเรงนอง

วันนี้รู้สึกผิดหวังนิดหน่อยคือไม่ได้ไปกินไก่ย่างเขาสวนกวางไก่ย่างที่อร่อยที่สุดในจักรวาล(ขนาดนั้นเชียว)ก็พอรู้อยู่ว่าติดขัดที่เรื่องเคลียร์งบเก่า แต่ก็น่าจะออกกันเองได้ไม่ต้องใช้งบสโมฯก็ได้ เฮ้อ มาเขาสวนกวางทั้งที ทำให้นึกถึงประโยคนึงที่ฮิตมากเกี่ยวกับการท่องเที่ยว มาเขาสวนกวางถ้าไม่ได้กินไก่ย่างเขาสวนกวางนับว่ามาไม่ถึงเขาสวนกวาง(HA) แต่ไม่เป็นไรเรามาออกค่ายหนิไม่ได้มาเที่ยวซักหน่อย(55555555)

ตอนกลับก็กลับกับบุเรงนอง(รถขนของ)กับฮ็อด คิง ตุ้ย สาเหตุที่ไปรถบุเรงนองทั้งที่รถอื่นก็มีที่ว่างเหลือเยอะ(รถ2แถว2คัน)ไม่ใช่ว่าอยากเท่ห์อะไรนักหนาหรอก แต่ไอ้รถบุเรงเนี่ยมันมีขนมให้กินตลอดทางต่างหาก(เหอะ ๆ ^_^)

ก็เป็นอันจบไปแล้วสำหรับค่ายหมอยาครั้งที่ 3ในชีวิตผม ในแต่ละครั้งแต่ละที่ก็มีรสชาติแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันใน 3 ครั้งที่ผ่านมาคือ ความสามัคคี การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในค่าย ถึงแม้จะเจอความลำบากอันเนื่องมาจากที่ที่ไปจะชนบทแต่ก็ไม่มีใครบ่นซักคน ผมว่าอันนี้นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของการออกค่าย ถ้าอยากสบาย อยากกินอะไรก็ได้กินก็ไปนอนอยู่บ้านไป แต่ถ้าอยากลำบาก ถึก เหนื่อยก็มาค่ายกันนะครับ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของค่ายหมอยาครั้งที่ 3

1. เพลงประจำค่าย : เพลงประจำค่ายหมอยาคราวนี้ผมยกให้เพลงศาลาพักใจ ของสแตมป์ เนื่องจากว่าเพลงนี้จะเปิดตอนกินข้าวทั้งข้าวเช้า กลางวัน เย็นในช่วง 3วันแรกของค่าย เปิดบ่อยซะจนผมจะร้องเพลงนี้ได้แล้ว สาเหตุที่เปิดเพลงนี้บ่อยเพราะว่ามันไม่มีแผ่นเพลงอื่นเลยนอกจากไอ้แผ่นซีดีผีอันนี้

2. พี่ปลาได้ลูกสาวอีกคนแล้ว(ไอ้ป้อมได้น้องสาวแล้ว)ชื่อน้องแอน ไปไงมาไงไปถามรายละเอียดกับพี่ปลาเองนะครับ

3. ผมว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนตัวอย่างของการเกื้อกูลซึ่งกันและกันคือวัดจะเป็นแหล่งขัดเกลาศีลธรรมของคนในชุมชนให้เป็นคนดี ส่วนชุมชนก็จะช่วยเหลือทำนุบำรุงวัด เห็นได้จากช่วงที่เราไปออกค่ายจะเป็นช่วงออกพรรษา คนในหมู่บ้านก็จะไปทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัดกัน

4. เพิ่งจะรู้ว่ามีวงsuper juniorในโลกใบนี้ด้วย จากคำพูดที่ติดปากบอมบ์คือ ไปดูsuper juniorกันมั้ย

5. มาออกค่ายคราวนี้ก็พอทำให้รู้ว่าสาวไทบ้านก็มีคนสวยสวยระดับสาวในเมืองเหมือนกัน(เหอะ ๆ ๆ)

Second Best in the Third of Camp


edit @ 2007/03/05 02:05:39
edit @ 2007/03/05 02:07:56
edit @ 2007/03/05 02:10:26
edit @ 2007/03/05 02:14:43
edit @ 2007/03/05 02:16:30
edit @ 2007/03/05 02:18:23
edit @ 2007/03/05 02:32:26
edit @ 2007/03/05 02:55:29
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เออ คอมเมนต์
#1  by  วุฒิ (125.26.146.152) At 2007-03-23 18:43, 

<< Home