หลังจากที่ห่างหายไปนานกับชีวิตการบวช23 วันบนภูหล่มขุมของผม คราวนี้ก็กลับมาลงให้ได้อ่านกันใน DAY 2ไปติดตามกันได้เลยคับ
23 days in Poo Lom Khum
DAY 2 : บิณฑบาตรวันแรก
ผมตื่นมาตอนประมาณตี3ที่ตื่นมาตอนนี้คงเพราะไม่ค่อยคุ้นกับสถานที่กับนอนไม่หลับด้วย ตามข้อวัตรปกติตี5จะต้องไปเตรียมอาสนะของตัวเอง ทำความสะอาดศาลาถ้าเวลาเหลือก็กวาดรอบ ๆ ศาลาจากนั้นก็รอบิณฑบาตร ผมมีเวลาว่างประมาณ2ชั่วโมง ไม่รู้ทำไรดีก็เลยลองเดินจงกลมเพื่อรอให้ถึงตี5 ทางเดินจงกลมจะอยู่หน้ากุฏิผมยาวประมาณ 8 เมตร
04.45 ผมสะพายบาตร ย่าม กาน้ำ ไฟฉายออกจากกุฏิ มันเป็นอะไรที่หนักมากครับไหล่ซ้ายสะพายย่าม ไหล่ขวาสะพานบาตร มือซ้ายถือกาน้ำ มือถือเฮ้ยมือขวาถือไฟฉาย(ประมาณตี5ฟ้ายังมืดอยู่นะคับ)แล้วเดินไปศาลาเพื่อไปเตรียมอาสนะ พอไปถึงผมก็เห็นครูบาหนึ่งกำลังจัดเตรียมอาสนะอยู่ก็เลยเข้าไปช่วยจัดแล้วมากวาดถูศาลา ต่อจากนั้นก็รอไปเดินบิณฑบาตร
สำหรับบิณฑบาตรวันแรกของผมครูบาท่านอื่น ๆ จะช่วยผมห่มจีวรเพราะว่าผมยังห่มไม่เป็น(จะห่มเป็นได้ไงเพิ่งบวชได้ไม่กี่วันเอง) อันนี้ก็เป็นเกล็ดความรู้นะคับคือถ้าพระออกนอกสถานที่หรือออกนอกวัดพระจะห่มจีวร อย่างไปบิณฑบาตรเนี่ยก็ถือว่าออกนอกบริเวณวัดก็ต้องห่มจีวร ลองสังเกตดี ๆ นะคับถ้าเห็นพระตามท้องถนนหรือสถานที่อื่น ๆ ในวัดพระจะห่มจีวรกันคับ
ช่วงที่จะเดินไปบิณฑบาตรทรหดมากคับคือว่าจะต้องเดินลงจากเขาชัน ๆ ที่เอาหินมาวางเป็นขั้นบันไดบวกกับต้องห้อยบาตรพาดจากคอมาไว้ที่ไหลแถมจีวรที่ห่มก็ยาวลงมาถึงแข้งทำให้เดินลำบากมาก เวลาเดินลงมาต้องเดินด้วยความระมัดระวังสมาธิต้องจดจ่อกับหินและเท้าที่เราก้าวออกมา เพราะถ้าพลาดก็คือหกล้มหัวฟาดพื้น ก็เหมือนเป็นอุบายให้เรามีสติตลอดเวลาไม่วอกแวก ไม่คิดฟุ้งซ่านไม่งั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เดินลงเขาวันแรกผมได้หลายแผลเลยคับอาจเป็นเพราะเรายังไม่ค่อยคุ้นกับทางลง บาตรที่แบกก็หนัก เวลาเดินก็เดินไม่สะดวกอีก
พอเดินลงจากเขาเสร็จก็ต้องเดินผ่านถนนหินแห่(หินลูกรัง)สีแดงซึ่งทรมานมากครับเพราะเศษหินบนถนนจะคอยทิ่มเท้าเราอยู่เรื่อยจะเดินเร็วก็ไม่ได้
บิณฑาบาตรวันแรกของผมกดดันมากคับ เพราะตอนเราเดินบิณฑบาตรจะมีญาติโยมที่มารอตักบาตรดูเรา ถ้าทำอะไรผิดพลาดขายหน้าประชาชีแน่ ๆ คับ สิ่งที่กลัวที่สุดคือ ทำฝาบาตรหล่น จีวรหลุด สำหรับระยะทางนับตั้งแต่ลงเขาจนบิณฑบาตรเสร็จประมาณ3-4โลได้
เป็นพระนี่ลำบากจริง ๆ คับใครว่าเป็นพระสบาย รอให้คนเอาข้าวมาให้กินผมขอเถียงเลย ขนาดฉันข้าวเราต้องให้พรญาติโยมก่อน ตอนจะฉันข้าวก็ลำบากมากนะคับ ตอนเด็ก ๆ ผมยังอิจฉาพระเลยเพราะว่าของอะไรดี ๆ อร่อย ๆ เราจะเอาไปบิณฑบาตร เอาไปถวายพระหมด ของบางอย่างนะคับอร่อย ๆ ที่บ้านไม่เคยซื้อทานเลยแต่แม่ผมก็ซื้อมาถวายพระ พอมาเป็นพระจริง ๆ ผมว่ามันก็สมควรแล้วคับที่เราจะเอาของดี ๆ อร่อย ๆ ไปถวายท่าน เพราะ กว่าท่านจะได้ฉันก็ต้องเดินบิณฑบาตร3-4โล ฉันก็ฉันมื้อเดียวอีก(สำหรับพระวัดป่านะคับ) อาหารที่อร่อย ๆ ก็ตักมากไม่ได้ต้องตักพออิ่มเพราะถึงยังไงก็เก็บไว้กินไม่ได้อยู่ดี ตักไปเกินอิ่มถ้าเหลือก็ต้องเอาไปทิ้งอีก
ตอนฉันข้าวก็ลำบากนะคับ คือต้องฉันในบาตรนั่นแหละคับคือปัญหา บาตรจะมีลักษณะเป็นทรงกลมเวลาเราตักอาหารลงในบาตรของทุกอย่างจะมารวมกันที่ก้นบาตรหมด ทำให้ของหวานกับของคาวผสมรวมกัน(ลองนึกภาพเวลาเราเอาอาหารคาวกับอาหารหวานมากผสมกันดูนะคับจะน่าทานขนาดไหน) แต่เนื่องจากผมไม่ได้ทานไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้เข้าสู่fasting stage(ภาวะที่อดอาหารมาไม่ต่ำกว่า8ชม.) จะอาหารคาวอาหารหวานคลุกเคล้ากันยังไงตอนนี้ตูแหลกล่ายหมด
ฉันข้าวเสร็จ ครูบาในวัดท่านก็พากันมาสอนผมห่มจีวรที่โรงน้ำร้อนทำให้ผมได้รู้ว่าครูบาที่วัดมีใครบ้างผมขอแนะนำตามลำดับพรรษาเลยนะคับ(ไม่นับครูจารย์พลกับอาจารย์น้อย)
1.หลวงพ่ออ๊อด บวชมาได้5พรรษาแล้ว อายุประมาณ 60ปีท่านเป็นพระที่บวชที่วัดนี้เลย
2.ครูบาโน้ต พระหนุ่มบวชได้ 4พรรษาอายุ26-27ปี จบออกแบบ ม.ศิลปกร จบแล้วก็มาบวชเลย ท่านเป็นพระอาคันตุกะจากราชบุรี
3.ครูบาอู๊ด ท่านบวชได้4พรรษาแล้วอายุ33ปี เป็นคนกาฬสินธ์และเป็นพระอาคันตุกะ(พระที่ไม่ได้บวชที่วัดนี้+ไม่ได้จำวัดที่วัดนี้ตลอดไป)เช่นกัน
4. ครูบาโอ ท่านเป็นพระรุ่นราวคราวเดียวกับผมเลย(เกิดพ.ศ.เดียวกับผม) ได้บวชได้ 3พรรษาแล้ว(พออายุครบ20ท่านก็บวชเลย) ท่านเป็นพระอาคันตุกะเช่นเดียวกันแต่จำไม่ได้แล้วว่าท่านเป็นคนที่ไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะหนองคายนะ
5.หลวงตารัตน์ ท่านบวชได้2พรรษาแล้ว อายุประมาณ70 เป็นคนอ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด
6.ครูบาป้อ ท่านบวชได้1พรรษา อายุ33ปี เป็นคนอ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
7.ครูบาเหน่ง ท่านบวชพร้อมครูบาป้อแต่ท่านมีอายุน้อยกว่า(27ปี) เป็นคนกาฬสินธ์
ตอนสาย ๆ ครูบาป้อเอาหนังสือสวดมนต์มาให้ โหเยอะอิ๊บอ๊าย มีคาถากันงูพิษด้วย ท่านบอกว่าท่องให้ได้ถ้าเผื่อสึกไปจะได้ไม่ถูกงูกัด(แต่กูอยากโดนงูกัดตอนฝันจัง55555) ครูบาป้อท่านก็ได้แนะนำข้อปฏิบัติทั่ว ๆ ไปที่เราอาจทำผิดพลาดได้อย่างเช่นห้ามยืนฉี่ มีห้ามโน่นห้ามนี่ไปหมด ห้ามไม่พอยังมีข้อที่ต้องทำด้วย เออการที่จะทำให้คนมาไหว้เราต้นทุนมันสูงจิง ๆ
บ่าย3ผมก็ถือไม้กวาดมาทำข้อวัตร ข้อวัตรคือสิ่งที่พระต้องทำทุกวันไม่ให้ขาดถึงฝนจะต้องฟ้าจะร้องก็ตามทียกเว้นมีเหตุจำเป็นจริง ๆ อย่างเช่น มีกิจนิมนต์(แต่ก็ไม่ค่อยบ่อยเพราะพระวัดป่าจะไม่ค่อยรับนิมนต์) ข้อวัตรที่ผมทำตอนบ่าย3คือกวาดรอบบริเวณวัด กวาดถูศาลา ล้างห้องน้ำ(คิดดูนะคับว่าพระท่านต้องทำแบบนี้ทุกวันมิน่าล่ะไปวัดทีไรสะอาดทุกที) พอบ่าย4ครึ่งก็มาฉันน้ำปานะ วันนี้มีน้ำลูกยอด้วยทำโดยต้มน้ำร้อนในกาแล้วโยนลูกยอแห้งสีดำ ๆ 2-3ลูกโยนลงไป
นี่แหละคับชีวิตประจำวันในช่วงชีวิตที่ผมบวชทำให้ผมได้รู้ว่าชีวิตในเพศบรรพชิตมันลำบากมากขนาดไหน มันก็สมเหตุสมผลแล้วหละครับที่เราไหว้พระเพราะท่านปฏิบัติอะไรที่เยอะ ที่ลำบาก ทรหดอดทนกว่าเรา

Pharmacy Health Music Contest
งานนี้ไอ้หยกฝากประชาสัมพันธ์งานPharmacy Health Music Contest เป็นงานแข่งประกวดวงดนตรีระดับมัธยมศึกษากับอุดมศึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่081- 9747380,086-6366886,084-5155721
ดาวน์โหลดใบสมัครได้http://pharm.kku.ac.th/student (โทดทีว่ะหยกรูปมันต้องโมดิฟายด์ให้เล็กไม่งั้นเอามาลงบล็อกไม่ได้ มันเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่)
Solskjaer,we miss u.
ประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้วสำหรับโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กองหน้าวัย 34 ปี ชาวนอร์เวย์ ด้วยอาการบาดเจ็บที่รุมเร้า แฟน ๆ แมนฯยูฯน้อยคนนักที่ไม่รู้จักโซลชา โดยเฉพาะประตูในความทรงจำของชาวเร้ด อาร์มมี่คือประตูที่ยิงนำบาเยิร์น มิวนิค 2-1 ในนัดชิงยูฟ่าแชมเปี่ยน ลีก 1999 และทำให้ได้แมนฯยูฯได้แชมป์ไปในที่สุด(ถึงบางคนอาจจะค่อนขอดว่าได้แชมป์แบบฟลุค ๆ ก็ตามทีเหอะ ฟุตบอลมันวัดกันที่สกอร์อยู่แล้ว)
เรารู้จักโซลชาในอีกฉายานึงนอกจากเพชรฆาตหน้าทารกคือ "ซุปเปอร์ซับ" หรือบอบู๋ชอบเรียกว่าซุปเปอร์ซัปซะติตูด ฉายานี้ได้มาจากการที่เจ้าตัวชอบยิงประตูสำคัญหรือยิงได้เมื่อเป็นตัวสำรองแล้วถูกเปลี่ยนตัวออกมา
โซลชาเล่นให้แมนฯยูฯไปทั้งหมด 366 นัด ยิงไป 126 ประตู โซลชาถือได้ว่าเป็นนักเตะคนนึงที่แมนฯยูฯซื้อมาแล้วใช้งานได้คุ้มค่าคนนึง เพราะตอนที่ซื้อจากโมลด์แมนฯยูฯซื้อมาในราคาแค่ 1.5 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง