บันทึกการเดินทางของLancer และ Rotring ในค่ายหมอยา4
ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวผมและเพื่อนผมก่อนที่ผมจะเล่าถึงการเดินทางในค่ายหมอยาครั้งที่ 4(และเป็นครั้งที่ 4ของเจ้านายผมด้วย) ผมมีชื่อเต็ม ๆ ว่า(อ่ะแฮ่ม) Lancer spiral 825 2001 เป็นปากการสีน้ำเงินขนาดเหมาะมือ และนี่เพื่อนผมอีกคนที่จะมาช่วยกันบันทึกการเดินทางเพื่อนผมชื่อว่า Rotring Tikky 0.5 เป็นสอกดสีแดง เจ้าrotringมันอยู่กะเจ้านายผมก่อนผมนานมาก เพราะตระกูลปากการอย่างที่ท่านผู้อ่านทราบๆ กันอยู่ว่ามีอายุการใช้งาน(เหมือน ๆ ความรักนั่นแหละ.......แหวะไอ้เสี่ยว ๆ ยังงี้ผมติดมาจากเจ้านายผมเองคับ)พอหมดน้ำยาเขาก็ทิ้ง
ไม่เหมือนเจ้าrotringพอไส้หมดเขาก็ซื้อไส้มาเปลี่ยน
ผมเคยถามเจ้านายว่าไมใช้อุปกรณ์การเขียนถึง 2 ประเภทไมไม่ใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งไปเลย เจ้านายผมมันก็เลยบอกว่าเวลาจดเลคเชอร์หรือว่าจดบันทึกที่ตัวเองอ่านจะใช้สอกดในการจดบันทึก พอจะเขียนให้คนอื่นอ่านหรือเขียนส่งงานจะใช้ปากกาเขียนจะได้ดูเรียบร้อย(ว่างั้นแต่ไม่มีใครทนอ่านลายมือเจ้านายผมได้เลย
)
ฝอยเรื่องตัวเองมาซะนานมาเข้าเรื่องกันดีกว่าคับ สำหรับค่ายหมอยาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4แล้วนะคับ ครั้งแรกไปกันที่โนนสัง หนองบัวลำภู(เจ้านายผมมันก็ดันเลือกไปฝึกงานที่นั่นอีกไม่รู้ติดใจอะไร) ครั้งที่2ไปที่ชัยภูมิ ครั้งที่3ไม่ใกล้ไม่ไกลเขาสวนกวางน่ะเอง(อยากรู้ว่าเป็นไงลองไปอ่านได้นะคับ) และครั้งที่4 ไปที่โรงเรียนบ้านดอนก่อกกเหลี่ยม อ.แกดำ(ไม่ใช่ฉันดำ......เมิงยังจะเล่นอีกเนาะ) จ.มหาสารคาม
21 ตุลาคม 2550
วันนี้จะมีการไปเตรียมค่ายกัน เห็นไอ้หยก(ตามที่เจ้านายผมเรียก)บอกในเอ็มว่าจะมีการไปถางป่า ถางหญ็ ขุดหลุม วิดน้ำ ทำคันดิน(โอ๊ยนั่นมันทำนาแล้ว....อันหลัง ๆ ผมเพิ่มเข้าไปเองนะคับ) ไอ้หยกบอกว่ารถจะออกประมาณเที่ยง ๆ อ้าวทำไงดีเจ้านายผมมันยังไม่แด๊กข้าวเลย(ตอนที่คุยประมาณ5โมงครึ่ง)แถมไปใช้แรงอีก จะกินตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เจ้านายผมมันก็เลยปลอบตัวเองว่า เอาวะกินข้าวมื้อเดียว 20กว่าวันแล้วมาแบกไม้ยังอยู่ได้เลย โด่แค่นี้จิ๊บ ๆ (ให้มันแน่เถอะเมิง)
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไปใช้แรงงาน ไปถางป่า เจ้านายผมก็ยังไม่วายพาผมกับเจ้าrotringไปด้วย มันให้เหตุผลว่าเผื่อตอนเดินทางคิดอะไรเจ๋ง ๆ ได้จะได้จดลงไป ไอเดียอันบันเจิดมักเกิดตอนที่เราไม่ได้เตรียมตัว
บ้านดอนก่อกกเหลี่ยม อยู่ในตัวอำเภอแกดำ ห่างจากตัวเมืองสารคามประมาณ 20โล ดูตามระยะห่างจากเมืองน่าจะเป็นชานเมืองได้ แต่พอไปถึงจริง ๆ ที่นั่นชนบทมาก(ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นนะคับ) ทางที่เข้าไปรถวิ่งได้เลนส์เดียว ที่น่าแปลกคือจะเห็นเสาไฟฟ้าเป็นหย่อม ๆ คือขี่ไปได้ระยะนึงจะไม่เห็นเสาไฟฟ้า พอขี่ไปอีกกลับเห็นเสาไฟฟ้าโผล่มาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยซะงั้น ที่ดีหน่อยเห็นจะเป็น 2 ข้างทางล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาที่ข้าวออกรวงอยู่เต็ม 2 ข้างทางทำให้ดูร่มรื่น น่าอภิรมย์ แถมคลื่นโทรศัพท์ยังเต็มอีกไม่ต้องเดินหาคลื่น
พอไปถึงโรงเรียนก็เริ่มทำการขนเต๊นท์จากอบต.มาไว้ที่โรงเรียน ทำความสะอาด จัดเก็บห้องเรียนเอาไว้เป็นที่หลับนอน เก็บของ เตรียมทำห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชาย โดยห้องน้ำผู้หญิงจะกางเต๊นท์แล้วเอาผ้าอ้อมไว้ ส่วนของผู้ชายเอาแค่ผ้ามาอ้อมเฉย ๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำแค่นี้จะเสร็จทุ่มนึง เจ้านายผมทั้งเหนื่อยและหิวแต่ไม่กล้าบ่น เพราะกลัวเสียฟอร์ม ขนาดน้องผู้หญิงทำงานเหนื่อยๆ ยังไม่มีใครบ่นเลย ยังดีที่แม่เติ้งซื้อข้าวกล่องให้พวกเราทานปะทังหิว เจ้านายผมขอฝากขอบคุณแม่เติ้งไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคับ
ตูจะบ้าตายคนอะไรเก๊กได้เก๊กดี
22 ตุลาคม 2550
ตอนเช้ามีปฐมนิเทศน์ค่ายโดยอ.บังอร ศรีพานิชกุลชัย คณบดีแล้วตามด้วยอ.จันทนา ต่อจากนั้นเป็นการพรีเซนต์ฝ่ายต่าง ๆ ว่าไปถึงแล้วทำอะไรบ้าง
ออกค่ายคราวนี้จะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 กลุ่มรวมทั้งกลุ่มออกPCUก็อยู่ใน 4 กลุ่มนี้ด้วย และมุขที่เจ้านายผมชอบเล่น คราวก่อนมันก็เล่น มาคราวนี้มันยังหน้าด้านเล่นอีกคือ "แต่ก่อนตอนมาเรียนขอนแก่นใหม่ ๆ ผม(หมายถึงเจ้านายผม)พูด ฟัง ภาษาอีสานไม่ได้เลย ดีนะที่เข้าคอร์สเรียนภาษาอีสานก็เลยพอพูดพอฟังได้" คนฟังพากันฮาตรึม เวลามันเล่นมุขนี้ทีไรผมถุยใส่มันหลายทีเหมือนกัน เจ้านายผมมันบอกว่ามันจะเล่นมุขนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีคนขำ
ตอนบ่ายมีการเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินรณรงค์ แบ่งงานตามกลุ่มทั้ง 4 ที่ได้จัดไว้ อย่างกลุ่มเจ้านายผมก็ทำตัวยุงลาย บางกลุ่มทำป้ายเดินรณรงค์ ต่อจากนั้นพากันมาหัดทำลูกประคบกัน
ค่ายหมอยาคราวนี้ต่างจากครั้งที่แล้วมาคือจะโฟกัสที่พี่ค่ายหรือคนไปออกค่าย อย่างเช่น ปีก่อน ๆ พี่ ๆ แต่ละคนจะแบ่งตามกลุ่มไปดูแลน้องค่าย แต่ปีนี้น้อง ๆ ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะเป็นหน้าที่ของปี1ปี2และฝ่ายสันทนาการคอยดูแล และคราวนี้ก็จะมีการทำอาหารกินเองด้วย
23 ตุลาคม 2550
ตามกำหนดการรถออกตี5ครึ่ง ข้อดีของเจ้านายผมอีกอย่างนึงคือชอบมาตรงเวลา เลยตื่นตั้งแต่ตี5 มาถึงก็ช่วยน้อง ๆ เพื่อน ๆ ขนของ ขนกระเป๋า ขนสัมภาระขึ้นรถบุเรงนอง รถที่ใช้มีอยู่ 2 คันคือรถบัสเอาไว้ขนคน กับรถบุเรงนองเอาไว้ขนสัมภาระ ด้วยความเจ้าเล่ห์ของเจ้านายผม มันเห็นว่าจำนวนที่นั่งรถบัสกับคนมันไม่พอดีกันถ้ามันขึ้นรถบัส มันจะต้องโชว์แมน โชว์ความเป็นสุภาพบุรุษ สละที่นั่งยืนตลอดทาง ซึ่งมันก็ไม่ใช่แนวทางของเจ้านายผม ก็เลยอ้างว่าจะมารถบุเรงนองเพื่อดูสัมภาระหลังรถ ที่ไปกับเจ้านายผมคือไอ้อ๊อฟปี2(ตามที่เจ้านายผมเรียก) ผีหอ5(ตามที่เพื่อน ๆ มันเรียก) รถออกประมาณ 8 โมงกว่า ๆ (มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่นัดตี5แล้วออกเดินทาง8โมง)
จากการที่คุยกับอ๊อฟบนรถทำให้ผมรู้ว่า ถึงอ๊อฟจะเป็นคนตลก ฮา ๆ แต่การพูด แนวความคิดของอ๊อฟมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร บางเรื่องรู้เยอะ รู้ลึกกว่าเจ้านายผม ที่คิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกเรื่องซะอีก
รถบุเรงนองมาถึงก่อนรถบัส เพราะพี่คนขับชำนาญทางเลี่ยงไปทางโกสุมฯแล้วไปทางกันทรวิชัยหรือม.ขามเรียง กรรมตามสนองเจ้านายผมแล้วคับ มันกับไอ้อ๊อฟจะต้องขนสัมภาระที่อยู่บนรถลงมา เพื่อรอเพื่อน ๆ ตามมาสมทบ พอขนของลงเสร็จหมดไม่กี่นาทีรถบัสก็มาถึงโรงเรียน เจ้านายผมถึงกับบ่นในใจ "นี่ตูอุตส่าห์ขนลงช้า ๆ เพื่อรอคนมาช่วย ยังมากันช้าอีก"
อ.จินดากับอ.จันทนามาเปิดงานในตอนเช้า หลังจากทานข้าว เจ้านายผม พี่เดช น้อง ๆ ผู้ชายมาช่วยไอ้จ๊อบปี4กับไอ้เจมส์ครับปี3เดินสายไฟ ทำห้องน้ำผู้หญิงต่อ ต่อสายยาง ฯลฯ
ตอนบ่ายจะมีการออกPCU โดยจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่(ตามที่แบ่งไว้แล้ว)รับผิดชอบพื้นที่ที่แบ่งไว้ให้ แล้วในแต่ละกลุ่มค่อยมาแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีกที โดยปี3กับปี4ที่จะออกPCUกัน กลุ่มเจ้านายผมประชุมจัดแบ่งกลุ่มย่อยกัน เกณฑ์ที่ใช้คือพี่ปี4จะเป็นตัวยืนกับพูดภาษาอีสานได้ อย่างเช่น สมมติพี่ปี4พูดภาษาอีสานไม่ได้ ก็จัดน้องปี3ที่พูดภาษาอีสานได้มาอยู่ด้วย พอแบ่งเสร็จปรากฏว่าเจ้านายผมจับคู่กับไอ้ปั๊มปี3 เจ้านายผมเลยบอกว่าผู้ชายกับผู้ชายมันขี้เกียจ ถ้าไปออกไม่มีใครจดแน่(ที่จริงมันอยากไปหม้อน้องมากกว่า ทำเป็นชักแม่น้ำทั้ง5) พอแบ่งใหม่เจ้านายผมได้(หมายถึงได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันนะคับอย่าคิดไปไกล)น้องส้มปี3กับน้องแพรวปี3 ไอ้ปั๊มไปกับไอ้นิ พี่ปลาไปกับไอ้ปอย ไอ้เตยไปกับน้องชมพู่น้องกิ่ง
บ้านที่เจ้านายผมไปออกPCUมีอยู่ 2 บ้าน เคสที่ได้ก็ตรงกับทฤษฎีเป๊ะ ๆ ไม่ซับซ้อนเหมือนกลุ่มอื่น บ้านแรกเป็นยายอายุ 70 กว่าปี เป็นเบาหวานมาก่อน หมอให้ยามาทาน แต่ยายแกnon compliance เลยเกิดcomplicationคือ nephropathy(ไตเสีย) retinopathy(เรตินาถูกทำลาย) ข้อมูลที่ได้บอกว่ายายแกตาบอด แต่พอถามยายแก ยายบอกว่าก็พอมองเห็นได้นิดหน่อยไม่ถึงกับบอด 100 % ตอนนี้ยายแกon insulin ฉีด เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ยังดีที่ลูกสาวคนเล็กของแกคอยฉีดให้เช้า-เย็น แต่ปัญหาการใช้ยาของยายแกคือ ยายแกจะได้ยาหลายตัว เวลาที่ลูกสาวแกไม่อยู่บ้านแล้วต้องทานยาเอง ด้วยสายตาแกไม่ค่อยดีเวลาจะกินยาก็จะมียาหลุดออกจากมือแกทำให้ได้ยาไม่ครบ เจ้านายผมก็เลยโชว์ความเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ(มันเนียนไปยังงั้นเองคับ)บอกลูกสาวแกว่า เวลาที่ลูกสาวแกไม่อยู่แล้วยายต้องทานยาเองให้ลูกสาวแกจัดยาที่ยายจะทานใส่ซองเดียวไว้เลย ในส่วนอาหารการกินยายแกรู้ว่าอะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้แต่บางทีมันก็อดไม่ได้ อย่างมะม่วงสุกแกอยากทานมาก แกบอกว่าทานทีไรเบาหวานขึ้นทุกที
เคสที่ 2 ป้าแกอายุ 40 กว่า ๆ แต่ลูกสาวแกมีหลานให้แกเลี้ยงแล้ว เป็นความดันโลหิตสูงเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ป้าแกควบคุมความดันได้ดีมาก จนความดันเป็นปกติแล้ว ตอนเป็นแรก ๆ ป้าแกได้ยาCaptopril(อันนี้เจ้านายผมบอกว่ามันใช้ความฉลาดของมันเดาดูเพราะ 3 ปีก่อนป้าแกจำไม่ได้แล้วว่าได้ยาอะไร แต่ป้าแกกินยาแล้วไอ) ก็อย่างที่ในวงเล็บบอกไปแล้วว่าป้าแกมีอาการไอ หมอเลยเปลี่ยนเป็นAtenolol 1x 1 แต่ป้าแกมีอาการปวดศรีษะ หมอเลยให้ทานครึ่งเม็ด ก็ปกติดี ป้าแกมีcomplianceดีมาก ไปตามนัดไม่เคยพลาด การปฏิบัติตัวที่หมอแนะนำป้าแกก็ปฏิบัติตามทุกอย่าง
กลับมา พบว่าไอ้ทวนเป็นไข้ เป็นไข้ก็ไม่น่ากลัวอะไรมากหรอก แต่ไอ้ทวนมันดันนอนติดกับเจ้านายผมนี่สิ เจ้านายผมบอกว่าโอ๊ยร่างกายแข็งแรงอย่างเราไม่ติดง่าย ๆ หรอก(ให้มันแน่เถอะเมิง)
ตอนเย็นไปจับพ่อฮักแม่ฮักที่วัดกัน พ่อฮักแม่ฮักคล้าย ๆ จับบัดดี้ คือ ชาวบ้านจะจับสลากชื่อเราขึ้นมาได้ใครคนนั้นก็เป็นพ่อฮักแม่ฮักของชาวค่ายคนนั้น เจ้านายผมบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากเลย ทำให้เราได้รู้จักกับชาวบ้าน มีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน
หลังทานอาหารเย็นฟลุคกับต๋อย มาชี้แจงกติกาการเล่นกระสือ กติกาคือแต่ละคนจะจับสลากว่าใครเป็นกระสือ ใครเป็นหมอผี โดยกระสือจะมี 2 สายคือสายเอกับสายบี หมอผีจะมี 3 คน คนที่เป็นกระสือจะต้องถ่ายทอดกระสือกัน2ต่อ2(คือกระสือกับคนที่จะถูกถ่ายทอดกระสือ) ถ้ายังเป็นกระสือจนถึงวันสุดท้ายของค่ายจะถูกจับถ่วงน้ำ ถ้ากระสือเจอหมอผีก็จะถูกจับถ่วงน้ำเช่นกัน เมื่อถึงวันสุดท้ายถ้าหมอผีจับกระสือไม่ได้ก็จะถูกลงโทษเช่นกัน มาคอยดูกันว่าเจ้านายเจ้าเล่ห์ของผมจะรอดจากการเป็นกระสือได้หรือไม่
24 ตุลาคม 2550
ตอนเช้าเจ้านายผมไปช่วยทำห้องจริยธรรมแต่ด้วยความขี้โรคของมันทำได้แป๊ปเดียวแพ้ฝุ่น จาม มันก็เลยไปช่วยไอ้แม็กปี3กับไอ้ปั๊มทำสวนสมุนไพร ไปมันก็ไม่ทำไรหรอก ชี้โน่นชี้นี่ตามประสามันนั่นแหละ ตอนปลูกต้นไม้ยังให้เด็กในหมู่บ้านขุดหลุมให้มันแล้วมันค่อยเอาต้นไม้ลงแล้วให้เด็ก ๆ เอาดินกลบอีกที
ตอนบ่ายกลุ่มเจ้านายผมเป็นเวรทำอาหารเย็น เจ้านายผมมันกลัวน้องๆ ว่ามันไม่ช่วยทำอะไร เพราะมันทำอาหารไม่เป็น สมเมิง อยู่บ้านไม่เคยเล้ยจะทำกินเอง ให้แต่แม่ทำให้กิน กรรมตามสนองแล้วเมิง แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ของเจ้านายผม มันก็หาทางเอาตัวรอดจนได้ มันเดินเข้าไปในครัวทำเป็นจับนู่นจับนี่ เช็คเตาแก๊ส(ทำให้เหมือนว่ามันเชี่ยวเรื่องทำอาหารแต่จริง ๆ ไม่ใช่เลย) พอดีมันเหลือบเห็นซึงกับมัน มันเลยได้คิดว่า ตอนเด็ก ๆ แม่เคยใช้มันนึ่งมันกัน(ซึ่งเป็นการทำอาหารไม่กี่อย่างที่มันเคยทำถ้าไม่นับทอดไข่กับต้มมาม่า) มันเลยขออาสาว่า "ของหวานเย็นนี้เรากินนึ่งมันแล้วกันนะ เดี๋ยวพี่นึ่งเองคนเดียว" (ที่จริงมันกลัวคนอื่นรู้ว่ามันเนียนเลยขอทำคนเดียวแถมยังดูแมนอีกต่างอีก 2 เด้งเลยนะเมิง) กะอีแค่นึ่งมันเองมันจะไปยากอะไรวะ
ผมยังแอบขำเจ้านายตอนที่กำลังล้างมันแล้วมีน้องมาถามมันว่า "พี่เบสทำอาหารเป็นด้วยเหรอ" "พี่เบสจะทำอาหารเองเหรอ" เจ้านายผมยังเนียน ๆ ตอบไปว่า "คับ แค่ต้มมันเองคับ ไม่ยากอะไรเลย" (เออแค่ต้มมันเองเอาให้รอดเหอะเมิง)
ในที่สุดเจ้านายผมมันก็แสดงความเอ๋ออกมาจนได้ คือมันก่อไฟเป็นครึ่งชั่วโมงยังก่อไม่ติดเลย นี่ยังดีได้น้องจิ๊ปปี2ช่วย ไม่งั้นไม่ได้นึ่งมันแน่เมิง แล้วมันยังมาแก้ตัวอีกว่า "เนี่ยไฟมันไม่ติด เพราะถ่านมันไม่ดี" (ไปโทษถ่านซะงั้น)
พอเข้ากล้องขยันทำงานเชียวนะเมิง
นึ่งมันนึ่งเป็นชั่วโมงแต่ยังไม่สุกซักที พอดีป้าแม่ครัวมาดูความเรียบร้อย แล้วแกบอกว่าตัวซึงกับหม้อต้มซึงมันคนละชุดกันประกบกันไม่สนิท ทำให้ไอน้ำระเหยออกไป มันเลยมันสุกช้า ป้าแกแก้ปัญหาด้วยการใช้หวด(ที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว)นึ่งแทน เจ้านายผมยังแก้ตัวอีกว่า ไม่ใช่ความผิดของมัน แต่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค(ดูมัน ๆ )
25 ตุลาคม 2550
เจ้านายผมติดหวัดจากไอ้ทวน ทำให้จามทั้งเช้า(ไงพ่อคนเก่ง) จามจนคนข้าง ๆ คงรำคาญมันแย่ แล้วมันยังเอาขี้มูกมาป้ายผมอีก(คนอะไรอุบาทว์จริง ๆ ) กิจกรรมทั้งเช้าของวันนี้คือWalk Rally เจ้านายผมก็ตามสไตล์มันนั่นแหละ เดินตามน้อง น้องพาไปไหนก็ไปตาม ไม่เคยคิดจะช่วยอะไรน้องเลย มีอยู่RCนึงที่มันช่วยน้องตอบ แล้วถูกกลุ่มเดียว มันภาคภูมิใจมากเลย คือคำถามที่ว่า โดเรมอนอยู่สโมสรฟุตบอลอะไร
"ตอบแมนฯยูฯไปเลยน้อง" เจ้านายผมเสนอขึ้น
"ไมต้องเป็นแมนฯยูฯด้วย" น้องกิ่งถามขึ้นมา
"มันไม่มีเหตุผลหรอก เพราะเธอคือเหตุผล เฮ้ย มันเป็นเซนส์มากกว่าพี่ว่าไอ้หยกมันน่าจะตอบแมนฯยฯ" เจ้านายผมตอบแบบกำปั้นทุบดิน
น้อง ๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ยังอุตส่าห์เขียนคำตอบลงให้เจ้านายผม พวกน้อง ๆ พากันย้อนกลับไปดูอีกที ก็เลยเห็นที่ฝามิเตอร์ประปาเขียนว่า MANU ซึ่งเป็นการยืนยันความขี้เดาของเจ้านายผม(เจ้านายผมมันภาคภูมิใจกับข้อนี้เหลือเกินที่มันตอบได้ คุยอยู่ได้ทั้งวัน ผมฟังมันโม้จนรำคาญ)
นี่แหละคับRCที่เฉลยว่าMANU(แมนฯยูฯจิง ๆ นะนั่น)
เจ้านายผมน้ำมูกเยอะมาก เลยหายาแก้แพ้ทาน ทานเสร็จง่วงมากเลยมานอนที่ห้องพัก พอเข้ามาในห้องเจอไอ้ปั๊มนั่งอยู่ ไอ้ปั๊มถามขึ้นมาก่อน
"พี่เบสเอาปลอกแขนกัปตันทีมมามั้ยพี่" (วันที่26เรามีการแข่งขันฟุตบอลกับชาวบ้านเจ้านายผมมันเสนอหน้าเป็นกัปตันทีมเอง)
"เอามาดิเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังงี้พี่ไม่ลืมหรอก"
"ปั๊มก็เอาปลอกแขนมาเหมือนกันนะพี่" พูดยังไม่ทันขาดคำไอ้ปั๊มก็ยื่นบัตรกระสือสายบีให้เจ้านายผม(กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
เจ้านายผมสวนขึ้น "ไอ้ทวนก็อยู่ในห้องถ่ายทอดกระสือได้เหรอ"
ไอ้ปั๊มตอบกลับมา "ไอ้ทวนเป็นไข้ไม่นับมันพี่"
เจ้านายผมคิดในใจ ไม่นับก็ไม่นับวะ แต่กรูเจ็บใจ ๆ
แล้วมันยังมีการมาแนะนำอีกว่า "พี่นอนรอเหยื่ออยู่ห้องนี้นี่แหละเดี๋ยวก็มีคนมา"
เออมันก็จริง ห้องพักนี่แหละมีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดกระสือที่สุด คิดได้ดังนั้นมันเลยนอนรอเหยื่อ สักพักนึงไอ้แบ๊กปี4ก็เดินเข้าพอ
เจ้านายผมพูดล่อไอ้แบ๊ก "โห แบ๊กสุดยอดเลย"
ไอ้แบ๊กก็ตอบกลับมาว่า "พี่เบสนั่นแหละ สุดยอดเลย"
ขณะที่เจ้านายผมกำลังจะยื่นบัตรกระสือให้ไอ้แบ๊ก พี่เดช(เคยเป็นกระสือก่อนหน้านั้นแล้ว ตามกติกาคนที่เป็นกระสือแล้วจะไม่เป็นอีก)มาจากไหนไม่รู้เดินเข้ามาในห้องพอดี เจ้านายผมคิดในใจมาช้าไม่มา ไม่เร็วไม่มา ทำไมต้องมาตอนนี้ด้วยวะ
แต่ในที่สุดเจ้านายผมก็ปล่อยกระสือจนได้ หลังจากทานข้าวเสร็จที่อาคารอเนกประสงค์ ไอ้นิออกมาอ่านmirrorที่หน้าอาคารอเนกประสงค์ เจ้านายผมมองซ้ายมองขวาไม่มีใครเห็น เดินไปข้างหลังไอ้นิแล้วยื่นบัตรกระสือให้ ยื่นเสร็จยังทำเป็นมานั่งอ่านmirrorด้วยหน้าตากระหยิ่มยิ้มย่อง(เลวมากเมิงไอ้นิคิดในใจ)
26 ตุลาคม 2550
กิจกรรมตอนเช้ามีเดินรณรงค์ไข้เลือดออกเพราะบ้านดอนก่อกกเหลี่ยมเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก และรณรงค์เกี่ยวกับเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ แต่ที่ฮามากคือ พี่เดช แกจะแต่งตัวได้เหมือนวัยรุ่นในหมู่บ้านมาก ขณะเดินยังมีการแสดงเล็ก ๆ แล้วพี่แกแสดงเป็นคนเมาได้เหมือนมาก ประมาณว่าจ้างมา 100 พี่แกแสดงไป 120 เลยนะนั่น
ที่เห็นในรูปไม่ใช่เด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านนะคับแต่เป็นพี่เดชของเราน่ะเอง
ตอนบ่ายมีแข่งกีฬาฮาเฮเจ้านายผมถูกไซโคให้ไปแข่งด้วย แต่มันอายมันเลยล็อบบี้ผมไม่ให้พูดถึงตอนมันแข่งกีฬาฮาเฮ ต่อจากนั้นก็เป็นการแข่งขันฟุตบอลกับชาวบ้านโดยที่เจ้านายผมเป็นกัปตันทีม ครึ่งแรกทีมเรานำไป1-0จากการยิงของไอ้ปั๊ม ครึ่งหลังชาวบ้านมาตีเสมอเป็น1-1 แต่ไอ้ปั๊มก็มายิงนำเป็น2-1
นี่แหละคับเจ้านายผมทำหน้าที่เป็นกัปตันทีม(ถ่ายยังกะมันคิดว่ามันหล่อมาก)
ทีมคณะเภสัชศาสตร์ ขอนแก่น แพ้ไป3-2 น้องเสื้อฟ้าที่2จากขวา เป็นโกลรับเชิญทีมเราคับ
นักบอลทีมเราเหนื่อยเลยเปลี่ยนไอ้อ๊อฟผีหอ5ลงมา พอลงมาเรียกได้ว่าเป็นตัวทำลายเกม(ทำลายทีมตัวเอง)อย่างแท้จริง(อันนี้แซวเล่นนะคับน้อง อย่าถือโทษโกรธกันเลย) ไอ้อ๊อฟผีหอ5สกัดบอลไปให้ฝ่ายตรงข้ามยิงทีมตัวเองซะงั้น สกอร์เลยมาเป็น2-2 แล้วชาวบ้านมายิงเพิ่มได้อีกเป็น3-2 สรุปคือเราแพ้ชาวบ้านไป3-2
นี่ก็คือโฉมหน้าของอ๊อฟผีหอ5(ไปโกรธใครมาคับเนี่ย)
ตอนเย็นมีการแสดงรอบกองไฟ เกือบมีเหตุการณ์เศร้าสลดเกิดขึ้นแล้ว เมื่อไอ้นนท์ปี2เป็นanaphylactic ถูกมดกัด ยังดีที่ส่งโรงบาลแกดำทัน
แต่ไฮไลต์ของคืนนี้กระสือทั้ง 2 สายถูกจับได้ มาเริ่มที่ตัวแรกเลยดีกว่า ไอ้ปริ๊นซ์ที่เป็นกระสือกะจะถ่ายทอดกระสือให้ไอ้ณัฐปี3โดยทำเป็นเอาบัตรกระสือใส่ถุงขนมแล้วเอาไปให้ไอ้ณัฐกิน ไอ้ปริ๊นซ์คงคิดในใจพอเมิงควักออกมาสะใภ้ เฮ้ย สไปซ์ เฮ้ย เซอร์ไพรส์แน่เมิง แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรคือไอ้ณัฐดันเป็นหมอผีซะงั้น
รายต่อมาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองถูกหมอผีจับ คือน้องแมงกวางปี1 เหตุเกิดก่อนเปิดใจ น้องแมงกวางกำลังหาเหยื่อถ่ายทอดกระสือ พอดีเห็นน้องกิ่งนั่งอยู่คนเดียวเลยยื่นบัตรกระสือให้ ไอ้กิ่งยังใจสปอร์ตบอกน้องแมงกวางว่าตัวเองเป็นหมอผีให้น้องแมงกวางไปหาเหยื่อรายใหม่ น้องแมงกวางไม่เชื่อคิดว่าไอ้กิ่งเล่นสงครามจิตวิทยาเลยถูกไอ้กิ่งจับซะงั้น(เฮ้อ เวนกำจิง ๆ )
27 ตุลาคม 2550
หลังจากที่เก็บสัมภาระขึ้นรถแล้ว พวกเราก็พากันไปพระธาตุนาดูน เจ้านายผมบอกว่ามาที่นี่เมื่อ 10ปีกับ5เดือน ตอนนั้นเดือนพฤษภาคม 2540 เจ้านายผมมาปฐมนิเทศน์ แล้วโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามพาไปทัศนศึกษาที่พระธาตุนาดูน เจ้านายผมบอกว่าคราวก่อนมาพระธาตุนาดูนแค่แป๊ปเดียวเอง แต่อาจารย์พาไปสวนรุกขชาติที่อยู่ใกล้กันซึ่งใช้เวลานานกว่า เพราะ ที่สวนฯจะแสดงวิถีชีวิต การอยู่อาศัยของชาวอีสานในสมัยก่อน
เจ้านายผมบอกอีกว่าถ้าเราไปที่ไหนแล้วเรารู้สึกว่าจะได้มาอีก เราก็จะได้มาอีก ถึงจะมองมุมไหนแล้วคงไม่มีโอกาสจะมาอีกก็เหอะ อย่างพระธาตุนาดูนก็เช่นกัน(อารมณ์ไหนของมันวะ)
ตอนไปเที่ยวพระธาตุนาดูน/ซ้าย-ขวา ไอ้เตย,เจ้านายผม,ไอ้นิ,พี่ปลาและไอ้หยก
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของค่ายหมอยา4
1. คำพูดที่ฮิตติดปากคือ เชส กับ ซี้ดบั๊บ ๆ อยากรู้ที่มาว่าเป็นไงถามไอ้หยกกับน้องจี๊ดดูนะคับ
2. ไอ้ทวนแทนที่จะมาออกค่ายก็มาออกไข้ซะงั้น(แถมเอาหวัดมาติดเจ้านายผมอีก) ไม่เป็นไรคราวหน้าเอาใหม่ไอ้น้อง
3. ฉายาผีหอ5มีที่มียังไงถามอ๊อฟเอาเองนะคับ
4. คำถามที่ไม่มีคำตอบคือ พี่ปลาอายุเท่าไหร่ เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้กัน แต่ไม่ต้องถามกันนะคับเพราะพี่แกสะเทือนใจ
บางคนถึงกับตั้งbaselineอายุพี่แกไว้ที่ 30 ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่า(ล้อเล่งนะคับคุนพี่ปลา)
5.ขอขอบคุณชาวบ้านบ้านดอนก่อกกเหลี่ยมมากนะคับ สำหรับของฝาก ของต้อน ถึงเจ้านายผมจะบอกว่า ไม่เป็นไรคับ ไม่เอาหรอกคับ(แต่ใจมันอยากได้เต็มแก่ ปากพูดอยู่นั่นแต่มือมันไปแล้ว)
นี่ก็เป็นรูปแถมไว้ดูกันเล่นๆ
edit @ 16 Jan 2008 06:21:30 by Frankie8