ไม่อยากจะปล่อยให้บล็อกร้างเลยคับ อยากจะมาอัพตลอด แต่ติดที่งานเยอะนี่สิคับ อาทิตย์ก่อนเสาร์-อาทิตย์ไม่ได้พักหายใจเลย วันเสาร์มีสอบ วันอาทิตย์มีพรีเซนต์งานทั้งวัน ไอ้ครั้นจะอัพลวก ๆ มันก็ไม่ใช่แนวของผม ถ้าจะอัพทีก็ทำให้มันดีไปเลย อย่างน้อยตัวเราก็ภูมิใจแล้วว่าเรื่องที่อยู่ในบล็อกเราเป็นเรื่องที่มีคุณภาพทุกเรื่อง
วันนี้ก็จะมาอัดชีวิตการบวชของผมในวัดภูหล่มขุมวันที่ 5 เข้าให้แล้ว เป็นการดำรงชีวิตของผมในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่การดำเนินชีวิตปกติตลอด 22 ปีที่ผ่านมา อย่าง กินข้าวมื้อเดียว ตอนบ่ายทำงานหนัก นอนอยู่กลางป่ากลางเขา ไปไหนมาไหนตอนกลางคืนก็ใช้ไฟฉายกับโคม ฟังดูเหมือนสนุกนะคับแต่พอไปใช้ชีวิตแบบนั้นจิง ๆ มันลำบากมากคับ
DAY 5 : เลคเชอร์วันแรก
วันนี้เป็นวันพระ ผมก็มาเตรียมอาสนะ ถูศาลาตามปกติ แต่ที่ผิดสังเกตคือ ครูบาเหน่งปกติจะมาเป็นคนแรกทุกวัน นับตั้งแต่ผมว่าจำวัดที่นี่ผมก็จะเห็นครูบาเหน่งมาเป็นคนแรกตลอด พอออกเดินบิณฑบาตร ก็ไม่เห็นครูบาเหน่งออกบิณฯด้วย รึว่าท่านอาพาธ? ผมคิดในใจ แล้วค่อยมาทราบทีหลังว่าที่ท่านไม่ออกบิณฑบาตรเพราะท่านกำหนดไม่หิว เลยไม่ออกบิณฑบาตร นั่งภาวนาที่กุฏิท่านทั้งวันจนถึงเวลาทำข้อวัตร(บ่าย3โมงของทุกวัน) วันนั้นท่านก็ไม่ได้ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า พอถามท่านท่านก็บอกว่า กายผมมันก็หิวแต่จิตผมอิ่มแล้ว โห พระสายกรรมฐานท่านปฏิบัติได้ขนาดนี้เลยเหรอ ดังนั้นญาติโยมทั้งหลายคับเวลากราบพระวัดนี้ท่านจงสบายใจได้เลยคับว่าพระวัดนี้ปฏิบัติจิงๆ ซึ่งมีน้อยกว่าน้อยแล้วในเวลานี้
หลังฉันข้าวเช้าครูบาโอกับครูบาอู๊ดได้ให้การบ้านผมไปคือ ท่องคำสวดปลงอาบัติซึ่งวันพรุ่งนี้จะมีการลงอุโบสถศีล ก่อนลงอุโบสถศีลก็ต้องปลงอาบัติเสียก่อน ทำไมต้องปลงอาบัติ ที่ต้องปลงอาบัติเนื่องจาก เราอาจจะทำอาบัติโดยไม่รู้ตัวก็ได้หรือต่อให้ไม่ทำอะไรเลยเอาแต่ภาวนาไม่ออกไปไหนก็ต้องปลงอาบัติเช่นกัน เพราะจะทำให้ศีลเราบริสุทธิ์ขึ้น ผมว่าน่าจะคล้าย ๆ กับสารภาพบาปนั่นแหละ ซึ่งจะทำให้ความผิดที่เราทำไปเป็นโมฆะ
สายมาหน่อยครูบาอู๊ดพาผมและน้องไปถ้ำพระซึ่งเป็นกุฏิของครูบาโน้ต เพื่อสนทนาธรรม เนื่องจากพระแต่ละองค์ของวัดนี้ ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็จะภาวนา ไม่สนใจใครทั้งสิ้น จากที่คุยกับครูบาโน้ตทำให้ทราบว่า ท่านบวชมาแล้ว 4 พรรษา(ประมาณ 4 ปี) จบออกแบบตกแต่งภายใน เกียรตินิยมอันดับ 1ซะด้วย แต่ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ไปร้งไปรับเลย พอจบก็บวช ส่วนในปริญญาจะเป็นแฟนท่านก่อนบวชติดต่อไปเอาให้ ผมก็เลยถามไปว่ามาบวชไม่กลัวแฟนที่คบกันมาเสียใจเหรอ? ท่านก็เลยตอบด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ลูกหนีพ่อหนีแม่ไปบวชบาปมั้ย? ก็บาป แต่บวชแล้วสำเร็จแล้วกลับมาโปรดพ่อแม่จะไม่ได้บุญมากกว่าเหรอ ถ้ายังเป็นฆราวาสมันก็มีกิเลสต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ทางสายนี้หลุดแล้วหลุดเลย ต่อให้ไม่หยุดก็ทำให้วงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดสั้นลง อย่างเช่น เราเหลืออีก 90 ชาติถึงหลุด แต่ถ้ามาบวชเราอาจจะเหลือ 50 ชาติก็ได้
ตอนบ่ายผมไปทำความสะอาดตามบริเวณวัด ขณะที่กวาดศาลาอยู่ ก็เห็นสีกาหน้าคุ้น ๆ พอนึกออกว่าเป็นอาจารย์ที่สอนตอนมัธยม แต่นึกไม่ออกว่าสอนวิชาอะไร ชื่ออะไร โยมอาจารย์พยายามจะเดินมาคุยกับผม แต่ผมพยายามเดินหนีเพราะพระคุยกับสีกา 2 ต่อ 2มันจะอาบัติถึงขั้นปราชิกเลย ไอ้ครั้นผมจะยกมือไหว้อาจารย์เหมือนตอนเป็นฆราวาสก็ไม่ได้อีก(จะบ้ารึไงพระที่ไหนไหว้คน) ขณะที่เดินเลี่ยงไปเลี่ยงมาโยมอาจารย์ก็ไม่วายถามขึ้นมาว่า
เคยเรียนที่โรงเรียนอาจารย์มั้ย?
ทีแรกผมกะจะไม่ตอบแล้วเดินหนีไป พอดีมีโยมอุปฏากวัดที่เคยบวชที่วัดนี้มา 5 พรรษาพอเข้าใจเหตุการณ์ ก็เลยมานั่งลงใกล้ ๆ อาจารย์
ผมตอบไปว่า ใช่คับ
จำอาจารย์ได้มั้ย?
ได้คับ อาจารย์อยู่หมวดภาษาไทยใช่มั้ยคับ
ไม่ใช่ ๆ อาจารย์อยู่หมวดภาษาอังกฤษ(เวรแล้วกรู จำอาจารย์โรงเรียนเก่าตัวเองไม่ได้ ทำไงดีวะเนี่ย ก็เลยพยายามดึงความทรงจำเกี่ยวกับอาจารย์มากู้หน้า กลัวอาจารย์แกไปเล่าให้อาจารย์คนอื่นฟังว่า กรูลืมอาจารย์ แต่พอจำได้แล้วว่าเป็นอาจารย์อัมพรนั่นเองแต่ไม่เคยเรียนด้วยกับแกเลย)
โทษทีคับอาจารย์ มันนานแล้วเลยจำไม่ได้ แต่พอจำได้ว่าผมเคยเข้าร่วมตอบปัญหาของหมวดวิชาภาษาอังกฤษที่อาจารย์จัดขึ้นมาใช่มั้ยคับ
ใช่จ๊ะใช่ (เอาตัวรอดได้แล้วตู)
วันนี้วันพระจะมีการทำวัตรเย็นรวมที่ศาลา ตามกำหนดการจะเริ่ม 1 ทุ่ม แต่วันนี้งานที่วัดค่อนข้างเยอะเลยเริ่มทุ่มครึ่ง การทำวัตรเย็นจะมีบทสวดต่าง ๆ เยอะมาก หลังสวดเสร็จจะเป็นการเทศน์ของครูจารย์พล ซึ่งผมถือว่าเป็นการเลคเชอร์ให้กับพระในวัด เพราะปกติพระที่นี่จะภาวนากัน กว่าจะมารวมตัวกันและความเหมาะสมของเวลาก็คงเป็นตอนนี้ที่ท่านจะอบรมพระในวัดได้ แต่วันนี้ตอนสวดเสร็จ คอแห้ง หิวน้ำมาก เลยไม่มีกระจิตกระใจที่จะฟังครูจารย์ท่านเทศน์ ก็พอสรุปได้คร่าว ๆ ว่าวันนั้นครูจารย์พูดถึงเรื่อง การทำความดีอยากได้ก็ทำเอา เมื่อทำกรรมดีก็ย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วก็ได้กรรมชั่ว จับใจความได้แค่นี้เอง(ขอสัญญากับตัวเองว่าคราวหน้าจะพยายามตั้งใจฟังก็แล้วกัน)