Go back to the past part I in 1984 :
บันทึกฝึกงานผลัด1
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
อ่านEpisode I ได้ที่นี่
10 มีนาคม 2551
เกือบซวย
วันแรกของการฝึกงานผมกับไอ้จีนพากันออกแต่เช้าตามธรรมเนียมที่วันแรกต้องสร้างภาพให้มันดูดีไว้ก่อนถือได้ว่าเป็นfirst impossible เฮ้ย first impression พอมาถึงห้องวิชาการที่เป็นห้องประชุมพวกผมเห็นคนใส่เสื้อกาวน์ 7 คนด้วยความที่เป็นนักศึกษาสุภาพเรียบร้อย พากันยกมือไหว้ไม่ดูตาม้าตาเรืออะไรเลยว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานด้วยกัน มีม.อุบล 5 คน ปี 5 มี 3 คนไม่ได้มาฝึกรวมแต่มาฝึกอะไรนี่แหละ ปี 4 2 คน ๆ นี้มาฝึกงานรวมเป็นผู้หญิงทั้ง 2 คนเลยคือ หยุยเพื่อนเจ๊วิ และเตย อีก 2คนเป็นเด็กม.รังสิต คือ หมวยกับบุ๋มหลังจากที่พี่เขาแนะนำเกี่ยวกับโรงบาลแล้ว พวกเราถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มละ 3 ม.คละกัน ตามเดิมผมจะอยู่กลุ่มเดียวกับบุ๋ม เตย แต่หยุยกับเตยทำโปรเจคต์ด้วยกันและต้องเก็บข้อมูลอะไรซักอย่างด้วยกัน พี่เขาเลยให้หยุยกับเตยอยู่กลุ่มเดียวกัน โดยเปลี่ยนเตยกับไอ้จีน ดังนั้นกลุ่มใหม่จะมี 2 กุล่มคือ กลุ่มหมวย เตย หยุย และก็กลุ่มผม ไอ้จีน บุ๋ม คนที่น่าสงสารที่สุดคือบุ๋มที่ต้องมาอยู่กับชายฉกรรจ์เถื่อน ๆ 2 คน
จากนั้นพี่เขาก็พามาแนะนำตัวที่ห้องยาต่าง ๆ ก่อน ถึงตอนนี้ผมจำเป็นต้องสวมวิญญาณส.ส.คือยกมือไหว้พี่ ๆ ทุกคนในแต่ละห้องห้องแรกที่กลุ่มผมมาประจำคือห้องยา3 เป็นห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอกเอาง่าย ๆ คือผู้ป่วยที่ไม่ได้นอนโรงบาลนะคับ ตอนเข้ามาตรวจแล้วรับยากลับบ้านเลย ส่วนกลุ่มหมวย เตย หยุยไปที่ห้องยา1 ซึ่งก็เป็นห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอกเช่นกัน แต่โรคและยาที่รักษาของห้องยา1กับ3จะต่างกัน
สำหรับห้องยา 3จะจ่ายยาโรคทางสูตินารีเวช หู ตา คอ จมูก ยาจิตเวช ห้องนี้มีพี่เภสัช 4 คน อาทิตย์นี้ลา 1 คน(มาลาตอนกรูมาฝึกด้วยนี่แหละ)คือ พี่เจี๊ยบ(ผู้ชายคับแต่ชื่อผู้หญิง) พี่โป้ง พี่หน่อย เออลืมบอกไปผมมาประจำอยู่ที่ห้องยา3 อาทิตย์นึง แล้วอาทิตย์หน้าค่อยไปห้องยา1สลับกับพวกหมวย หยุย เตย(จะสังเกตได้ว่าผมจะเอ่ยชื่อทั้ง 3 คนพร้อมกันเนื่องจากสวยพอ ๆ กันไม่มีใครสวยเกินใคร5555555อันนี้ล้อเล่งนะคับ)
ไปถึงพี่เจี๊ยบไม่พูดพร่ำทำเพลงไรเลยหลังจากที่พี่แกแนะนำเกี่ยวกับห้องยา3 แล้วพี่แกก็ให้ผมไปจ่ายยาเลย พี่แกบอกว่าพี่แกไม่ซีเรียสเพราะยาที่พี่แกให้จ่ายไม่ใช่ยาที่จะเป็นอันตรายกับคนไข้มากหรือไม่ใช่พวกยากลุ่มเสี่ยง แต่ถ้าเป็นยาที่มีโอกาสจะเกิดอันตรายกับคนไข้พี่เขาจะจ่ายเอง
แต่ตอนจ่ายยาผมเกือบซวย คือ ตอนที่ผมจ่ายยาเสร็จคนไข้ถามผมถึง 2 ครั้งว่าได้ยาครบแล้วเหรอ ผมก็ชักจะรำคาญจะอะไรกันนักกันหนาก็จัดให้หมดแล้ว ก็บอกว่าได้ครบแล้วกลับบ้านได้คับ สักพักนึงบนโต๊ะมียาพ่นจมูกเหลืออยู่ เวรแล้วตูจ่ายยาไม่ครบ คนไข้มารับยาเป็นประจำเขาย่อมรู้ดีว่าเขาได้ยาไม่ครบ มิน่าถึงถามเราตั้ง 2 ครั้ง พอพี่เจี๊ยบรู้นึกว่าพี่แกจะด่า ไม่เลย พี่แกประกาศเรียกชื่อคนไข้อีกครั้ง โชคยังดีที่คนไข้ไปไม่ไกล ยังพอได้ยินพี่เจี๊ยบเรียกชื่อ(เฮ้อ โล่งอก)
พี่เจี๊ยบยังมีการมาบอกเราว่าไม่ต้องซีเรียส แก้ไขได้ เรามีที่อยู่คนไข้ เราตามเอาไปให้ได้ ถึงแม้คนจะเรียกคนไข้ทัน แต่การกระทำที่เชี่ย ๆ แบบนี้ก็ได้ถูกลงบันทึกในmedication error เนื่องจากจ่ายยาไม่ครบ
ตอนบ่ายได้มาจัดยาช่วยพี่เจ้าพนักงาน อาทิตย์นี้พี่กวาง พี่เจ้าพนักงานเหมือนกันที่หน้าตาดี สวย น่ารักมาทดลองงานที่ห้องยา 3เป็นวันแรกเหมือนกัน ก็น่าสงสารพี่แกเหมือนกัน เพราะจะมีพี่จพง.ผู้ชาย 2 คนคือพี่หลอดกับพี่ต้นจะคอยแซวพี่กวางด้วยมุขเสี่ยว ๆ ตลอด เป็นการสร้างบรรยากาศให้ดูไม่เครียด ไอ้เราสงสารก็สงสารพี่กวางที่โดนแทะจากพี่ ๆ ทั้ง 2 คน ไม่รู้จะปกป้องพี่แกยังไงดี ก็เลยปล่อยไปเลยตามเลย(เหอะ ๆ )
11 มีนาคม 2551
ตอนเช้าพี่ให้ลองมาkeyใบสั่งแพทย์แล้วprint แต่ผมทำได้ช้ามาก เพราะ ลายมือหมออ่านยาก บางตัวอ่านออกแต่keyไม่ได้เพราะไม่รู้รหัส อย่างเช่น หมอสั่งเป็นชื่อการค้า แต่เราไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร,keyเสร็จแบบแผนการให้ยาในคอมพ์กับใบสั่งแพทย์ไม่ตรงกัน ต้องไปแก้ให้ตรงตามใบสั่งแพทย์ให้ตรงตามขนาดและความถี่ในใบสั่ง
ตอนเที่ยงผม ไอ้จีน บุ่มมากินข้าวกันที่โรงอาหารโรงบาล ดันถูกหมวยแซวว่าดูไกล ๆ เหมือนผมกับไอ้จีนเป็นบอดี้การ์ดบุ๋มเลย เออมันก็จริงคือบุ๋มมันจะเดินตรงกลางระหว่างผมกับไอ้จีนดูไกล ๆ มันก็เหมือนผมกับไอ้จีนเป็นบอดี้การ์ดจิง ๆ
จากการที่คุยกับบุ๋มทำให้พอทราบว่าบุ๋มเป็นเพื่อนเก่าป้อม ณ แมนซิตี้สมัยม.ปลาย บุ๋มบอกว่าบุ๋มจะคุยกะป้อม ณ แมนซิตี้อย่างถูกคอเพราะตอนนั้นป้อมติดละคร แต่ตอนนี้ติดท่านประธานสโมสรแมนฯซิตี้แล้ว55555555
12 มีนาคม 2551
วันนี้ได้จัดยาทั้งเช้าโคตรปวดเข่าเลย โดยเฉพาะช่วงrush hour สิบโมงถึงเที่ยง รายการยาหลั่งไหลพรั่งพรูมาไม่ขาดสาย มาเยอะมากยังกะพายุไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ตอนเที่ยงไปเข้าประชุมวิชาการ(ก็เป็นที่รู้กันในวงการนะคับว่าไอ้ประชุมวิชาการเนี่ยหมายถึงการพรีเซนต์ยาตัวใหญ่ที่ยังไม่เข้าโรงบาลถ้าไม่สุภาพหน่อยก็โฆษณายานั่นเอง) และก็มี “free lunch” ให้ทานไปด้วยฟังพรีเซนต์ไปด้วย
ยาที่พรีเซนต์คือ sitagliptin พรีเซนต์โดยคุณหมอของโรงบาลเอง(ผมก็แปลกใจเหมือนกันปกติคนที่พรีเซนต์จะเป็นดีเทลขายยา)
ยาsitagliptin ที่ฟังคร่าว ๆ เขา(คุณหมอ)บอกว่าที่ดีกว่าMetformin ที่เป็น first line drug ของยาเบาหวานคือ คุมน้ำตาลได้ทั้งวันเพราะ half lifeนานและไม่มีผลข้างเคียงของhypoglycemia(ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ) สารสกัดที่นำมาทำยาตัวนี้ได้มาจากกิ้งก่าห่าเหวไรไม่รู้ ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง กินไปฟังไปแต่ไม่ค่อยอิ่มหรอกเพราะ
1. ห้องประชุมเต็ม เพราะพี่เภสัชเกือบทุกห้องมาประชุมกันที่นี่ทำให้ไม่มีที่นั่งเลยแด๊กไม่ค่อยสะดวก
2. อาหารแม่งก็ไม่อร่อยด้วย
ฟังไปฟังมาเริ่มเห็นคุณค่าวิชา new drug ที่เรียนเทอมที่แล้ว ทีแรกคิดแต่ว่าเรียน ๆ ให้จบวิชานี้ เรียนจบแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อะไรเลยรู้แต่ว่าค้น อ่านpaperยังไง พรีเซนต์ยังไง(ผมทำpowerpointเป็นก็เพราะเรียนวิชานี้นี่แหละ) แต่วิชานี้ผมว่าสำคัญมากในการประเมินยาตัวใหม่ โดยเฉพาะการตัดสินใจนำยาเข้าโรงบาล โดยการวิเคราะห์และประเมินผลการที่ลองที่บริษัทยานำเสนอ แต่นอนอยู่แล้วว่าบริษัทยาก็จะนำเสนอแต่สิ่งดี ๆ ของตัวเอง ประโยชน์ของยาตัวเอง แล้วทำไงล่ะ เราจึงจะไม่หลงผิดหรือmisleadingข้อมูลยาที่บริษัทนำเสนอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้และใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
13 มีนาคม 2551
เก็บเคสและประเมินADR
ADR(Adverse Drug Reaction) คือ การติดตามการใช้ยาและลงบันทึกเพื่อส่งรายงานการเกิดADR และออกบัตรแพ้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้ยา
พี่หน่อยให้ฝึกเก็บเคส บันทึกการแพ้ยาของผู้ป่วย ขั้นตอนคร่าว ๆ คือ เมื่อคนไข้ที่มีประวัติแพ้ยาเข้ามา เราจะซักอาการต่าง ๆ ของคนไข้เพื่อให้แน่ใจว่า คนไข้แพ้ยาตัวที่สงสัยจริงไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ แนวคำถามก็run ตาม Naranjo’s algorithmn อย่างเช่น ถามดูว่าหลังจากกินยาแล้วค่อยมีอาการหรือไม่ เมื่อหยุดยาแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ ประมาณนี้
เราก็จะประเมินคร่าว ๆ ว่าเป็นการแพ้แบบไหน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบpossible พอสรุปได้แน่ชัดว่าแพ้ยาตัวนี้จริง ๆ ก็จะลงบันทึกแล้วออกบัตรแพ้ยาให้ในกรณีที่คนไข้เพิ่งทราบว่าแพ้ยาอะไรตอนออกบัตรรู้สึกเท่มาก เพราะมีลายเซ็นเราปรากฏในบัตรแพ้ยาด้วยแต่ต้องมีลายเซ็นพี่เภสัชกำกับด้วย เพราะเวลาเขาจะเรียกเราเข้าคุกจะได้เรียกพี่ไม่ได้เรียกเรา
แต่มีเคสนึงหมอsafeตัวเองแล้วโยนความรับผิดชอบให้เภสัช คือ คนไข้มีแผลที่เท้าและบวมไปหาพยาบาลแถวบ้าน ได้ยามา 3 ตัวแล้วเกิดผื่นขึ้นเต็มตัว เลยหยุดยาแล้วมาหาหมอที่โรงบาลนี้ หมอก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนไข้แพ้ยากลุ่มpenicillinแต่ไม่รู้ว่าแพ้ตัวไหน แต่ยังจ่ายAugmentinซึ่งเป็นยากลุ่มเดียวกับpenicillin แต่ในชาร์ตได้ให้เภสัชประเมินallergyว่าแพ้ยาตัวไหน เราบอกไม่ได้หรอกว่าคนไข้แพ้ยาตัวไหน ถึงแม้เราจะพอรู้ว่าแพ้ยากลุ่มไหน เพราะ มียาที่ได้ 3 ตัวและยายก็ไม่ได้เอายามาด้วย พี่เจี๊ยบเลยแก้โดยขอใบเฝ้าระวังเพื่อติดตามดูว่าหลังจากที่ได้augmentinมีอาการแพ้มั้ย และก็เป็นการsafeตัวเองด้วย
14 มีนาคม 2551
มีเรื่องบางอย่างยังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้คับ เดี๋ยวเอามาเล่าให้ฟังคราวหลังแล้วกันนะคับก็ไม่เกี่ยวไรกับเรื่องที่เอามาลงหรอกผมคับเพียงแต่เข้าบล็อกคุณแมงปอ< ฟังเพลงละลายของโฟร์-มดเห็นว่าเพราะดีเลยเอามาให้ฟังกัน(คงไม่คิดอ่ะดิว่าคนหน้าเหี้ยม ๆ อย่างกรูจะฟังเพลงใส ๆ ของโฟร์-มด)