Go back to the past part I in 1984 :
บันทึกฝึกงานผลัด1 Episode 4
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี
อ่านEpisode I ได้ที่นี่
อ่านEpisode II ได้ที่นี่
อ่านEpisode III ได้ที่นี่
24 มีนาคม 2008
Medical Investigation
สัปดาห์ที่3ของการฝึกงานผลัดแรกของผมที่โรงบาลสรรพสิทธิ์ อาทิตย์นี้ผมไปฝึกที่ห้องยา4ซึ่งเป็นห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน ผู้ป่วยในคือผู้ป่วยที่นอนโรงบาล ผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ฯลฯ
หลังจากที่ผ่านห้องจ่ายยา1มหาโหด ผมคิดว่ามาที่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยในจะสบาย ๆ ชิว ๆ ไม่ต้องจัดยาทั้งวันเหมือนห้องยา1 พอมาถึงตอน8โมงเลท ๆ ก็เห็นพี่ ๆ เขาจัดยากันใหญ่เลยซึ่งต่างจากห้องยา1ตรงที่ ถึงแม้ห้องยา1จะจัดยาเยอะทั้งวันแต่กว่าจะรับออร์เดอร์ จัดยาก็ปาไป9โมงแล้ว แต่ที่นี่ 8 โมงก็เริ่มจัดยากันแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็น่าจะมาจากการที่เป็นห้องจ่ายยาผู้ป่วยในที่ไม่ต้องรอผู้ป่วยมาตรวจกับแพทย์ คนไข้นอนอยู่โรงบาลอยู่แล้ว แพทย์จะมาตรวจแล้วสั่งจ่ายยาเลย
ห้องยา4เปิดถึงเที่ยงคืน มีพี่เภสัชประจำ 5 คนคือพี่พลอยเป็นหัวหน้าห้องยานี้ พี่รุ่ง พี่สร้อย พี่อวบ พี่ปอ พี่ 3คนหลังเป็นพี่ที่จบขอนแก่นเหมือนกัน(เย้ๆๆ) พี่ปอดูจะใหม่หน่อยเพราะพี่แกห่างจากผม 2 รุ่น(Rx'21) แต่ผมเรียนมา 4 ปีไม่เคยเจอพี่เขาเลย โดยปกติถ้าเป็นรุ่นพี่ที่ห่างรุ่น 2รุ่นถึงแม้ไม่รู้จักแต่ก็พอเคยเห็นหน้า เคยคุ้น ๆ เคยคลับคล้ายคลับคลา เคยเดชาวู้ ฯลฯ แต่คุณพี่ปอเนี่ยไม่เห็นเห็นเลยจิง ๆ (รึว่ากูไม่ค่อยทำกิจกรรมจนไม่ค่อยเจอใครวะเนี่ย)
อาทิตย์นี้พี่กวาง(ถ้าอยากรู้ว่าใครกลับไปอ่านEpisodeIIนะคับ)ที่มาทดลองงานก็มาประจำที่ห้องยา4เหมือนกัน พี่แกบอกว่าพี่แกเหลืออีกอาทิตย์นึง อาทิตย์หน้าไปห้องฝ่ายผลิต
จัดยาได้ซักแป๊ปนึงพี่รุ่งพาไปประชุมวิชาการ ทีแรกนึกว่าโฆษณายาอีกแล้ว แต่ไม่ใช่มันเป็นประชุมวิชาการจิง ๆ มีพี่นิตย์กับนิสิตมน.มาพรีเซนต์แนะนำวิธีการใช้ยาพ่น
การจัดยาในห้องจ่ายยาผู้ป่วยในที่ต่างจากห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอกคือ ห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอกจะจัดเป็นแพ็ค ๆ แต่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยในจะจัดแบบจุ๋มจิ๋ม คือ จัดทีละเม็ด2เม็ดใส่ซอง จัดยาฉีดเป็นampoulบ้างเป็นvialบ้าง เนื่องจากยาที่จัดให้ผู้ป่วยในเป็นแบบdaily doseคือ จ่ายวันต่อวัน
ตอนบ่ายพี่สร้อยให้งานติดตามADR(ผลข้างเคียงจากการใช้ยา) พี่แกบอกว่าหมอสันนิษฐานยาตัวนี้ แต่เราใช่ว่าจะเชื่อตามนั้นเลยไม่ได้(นี่ก็ถือเป็นบทบาทเด่น ๆ ของเภสัชกรเช่นกันพี่แกบอก) เราต้องดูด้วยว่าคนไข้เคยใช้ยาอะไรบ้าง อาการข้างเคียงเกิดจากยาจิงมั้ย ฯลฯ
เคสที่ผมได้ติดตามการเกิดADR คือ คนไข้เป็นSteven-Johnson Syndrome ซึ่งเป็นอาการแพ้ยาชนิดหนึ่งเกิดได้จากยาหลายชนิด อาการนี้เคยเป็นข่าวเป็นคราวมาแล้วจากกรณีคุณดอกรัก ถ้าถามว่าคนไข้แพ้ยาแบบSJS แพทย์มีความผิดมั้ย อันนี้ต้องดูเป็นกรณีไป เนื่องจากยาบางตัวมีความเสี่ยงที่จะเกิดได้ แต่คนไข้จำเป็นต้องได้รับยาตัวนั้น ถ้าเกิดคนไข้ยังไม่เคยใช้ยาและหมอก็ไม่รู้ว่าแพ้หรือไม่ แบบนี้เป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ถ้าจะจ่ายจิง ๆ ก็ต้องเฝ้าระวังการใช้ แต่ถ้าหมอรู้อยู่แล้วว่าคนไข้แพ้ยาแบบSJSแล้วยังจ่ายยาตัวนี้หรือยาในกลุ่มเดียวกัน อันนี้ผิดแน่ ๆ
Steven-Johnson Syndrome(SJS) อาการจะมีดังนี้คือ จะเกิดตุ่มแดง ๆ ที่ผิวหนังที่เป็นเยื่อบุ อย่างเช่น หนังตา ข้อพับ รักแร้ อวัยวะเพศ ถ้าเป็นหนังอาจลามถึงตับ ไต ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ SJSเป็นการแพ้ยาที่เกิดช้าไม่เหมือนการแพ้ยาชนิดอื่น คือเกิดหลังจากรับประทานยาได้1-3 เดือน
มาที่เคสของผมต่อนะคับ จากชาร์ตที่หมอให้มา หมอวินิจฉัยว่าเป็นSJS ยาที่สงสัยคือ Depakine (ยากันชัก) แต่พี่สร้อยบอกว่าอย่าเชื่อตามนั้น เพราะ อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ พี่แกเลยไปเปิดดูประวัติการใช้ยาว่าเคยได้ยาอะไรบ้าง ปรากฏว่าคนไข้เคยได้Phenobarbital(ยากันชักอีกตัวนึง)ซึ่งทำให้เกิดSJSได้เหมือนกัน
ต่อมาพี่น้อยพาไปสอบถามผู้ป่วยเอง พอไปถึงก็เพิ่งเคยเห็นคนไข้ที่เป็นSJSจิง ๆ ก็วันนี้นี่เอง คนไข้น่าสงสารมาก เยื่อบุตาพองแดง ผิวหนังรอบ ๆ ตัวลอกแล้วหลังจากที่เกิดSJSมาหลายอาทิตย์ แต่ยังทาแป้งรอบ ๆ ตัว บรรเทาอาการปวดแสบ
หลังจากที่สอบถามคนไข้เสร็จพอสรุปได้ว่าคนไข้ไม่น่าจะแพ้Depakineตัวเดียว เนื่องจากคนไข้ได้Phenobarbitalร่วมด้วย พี่สร้อยจึงลงบันทึกการแพ้ยาว่าแพ้ยา 2 ตัวนี้ ติดฉลากแพ้ยาในชาร์ตและออกบัตรแพ้ยาให้
พี่สร้อยบอกว่านี่คือความภาคภูมิใจของเภสัชที่ช่วยป้องกันให้คนไข้ไม่แพ้ยาอีก การแพ้ยาบางอย่างทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้
ก่อนไปพี่สร้อยยังพูดกำชับให้คนไข้มั่นใจได้ว่า อาการแพ้ยาที่เขาเป็นหายได้ ไม่มีอะไรร้ายแรง ถ้าไม่กินยาที่ทำให้เกิดก็ไม่เป็นอะไร
ข้อคิดที่ได้จากวันนี้คือ
1. อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นจนกว่าเราจะสืบ ค้น จนได้ข้อเท็จจริง อย่างเช่น หมอสันนิษฐานว่าคนไข้แพ้Depakine ถ้าเชื่อตามนั้น โดยไม่ดูประวัติการใช้ยาหรือสอบถามคนไข้ก็ไม่รู้ว่าคนไข้แพ้Phenobarbitalด้วย ถ้าหากคราวหน้าหมอสั่งจ่ายPhenobarbital คนไข้อาจเกิดอาการแพ้ยาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
2. นอกจากประวัติการใช้ยาคนไข้แล้ว เราควรสอบถามสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการแบบนี้ด้วย เพราะ อาการาบางอย่างไม่ได้เกิดจากยา
26 มีนาคม 2008
ทุกวันพุธตอนเที่ยงจะมีประชุมวิชาการและมี"free lunch" ให้ทานอีกต่างหาก(ประหยัดไปได้มื้อนึง) สัปดาห์ก่อนไม่มีประชุมวิชาการเนื่องจากมีการยกเลิกด้วยสาเหตุไรไม่รู้
วันที่ 12 มีนาคม 2551 ผมอาจจะพูดแรงไปหน่อยว่าเขามาโฆษณายา ที่จริงประชุมวิชาการทุกเที่ยงวันพุธ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทยาพรีเซนต์ยาของตัวเอง เป็นการให้ข้อมูลแก่เภสัชประกอบการตัดสินใจในการนำยาเข้าโรงบาล อีกอย่าง บาเรื่องอาจเป็นเรื่องใหม่ ๆ ข้อมูลใหม่เป็นการupdateความรู้เภสัชและกระตุ้นการเรียนรู้ไปในตัว อย่างเช่น มีบริษัทยามาพรีเซนต์ยาตัวใหม่ แน่นอนว่าข้อมูลที่นำเสนอมาจากตัวบริษัทเอง ข้อมูลที่ได้ย่อมสนับสนุกยาของตัวเอง ดังนั้นเภสัชจะต้องไปค้นเพิ่มเติมว่าข้อมูลที่ได้น่าเชื่อถือมั้ย และมีอะไรนอกเหนือจากที่นำเสนอรึไม่
ที่ผมเขียนถึงการประชุมในทางบวกอาจเนื่องมากจาก"free lunch" วันนี้อร่อยเมื่อเทียบกับอาทิตย์ก่อน ก็มันอร่อยจิง ๆ นะคับ เป็นข้าวหมูย่าง ของหวานเป้นเค้กมะพร้าวก็แซบอีหลีดิลิเชียสเหมือนกัน และน้ำก็เป็นชาเขียวยี่ห้อนึง(ชาเขียวกับยาตัวที่พรีเซนต์เป็นของบริษัทเดียวกันไม่รู้ว่ามันเกี่ยวไรกันระหว่างยากับชาเขียว)
ยาที่พรีเซนต์วันนี้คือFilgrastim เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นneutrophil neutrophilมีหน้าที่คอยจับกินเชื้อโรคหรือป้องกันการติดเชื้อ เชื้อโรคจะมีอยู่รอบ ๆ ตัวเราอยู่แล้วแต่ที่เราไม่เป็นโรค ไม่ติดเชื้ออะไรก็เพราะneutrophilนี่แหละ ถ้าเกิดneutrophilต่ำไปจะทำให้เราติดเชื้อได้ง่าย ตัวFilgrastimก็จะไปทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างneutrophilเพิ่มขึ้น
ภาวะที่neutrophilต่ำ อย่างเช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องได้ยากดภูมิเช่นกัน
ตอนบ่ายพี่สร้อยพาไปเก็บADRอีกในเคสผมจบแล้ว เนื่องจากคนไข้กลับบ้านแล้ว ยาที่คนไข้ได้กลับบ้านคือ Hydroxyzine(ยาแก้แพ้แก้คัน) TA lotionเอาไว้ทาบริเวณที่อักเสบ น้ำยาล้างตา เมื่อวันจันทร์ผมก็ออกบัตรแพ้ยาให้แล้วไม่ต้องไปติดตามอีก
เหลือแต่เคสของไอ้จีนกับบุ๋มที่ยังไม่เสร็จต้องตามต่อ ทั้ง 2 คนได้เคสเด็ก(ซึ่งไม่เหมาะกับหน้าตาของมันทั้ง2คนเลย)แพ้ยาantibiotic(ยาปฏิชีวนะ)ทั้ง 2 คน แต่วันนี้ไปติดตามแล้วจบ สรุปสาเหตุและออกบัตรแพ้ยาให้คนไข้ได้เลย เนื่องจาก จากการติดตามปรากฏว่ายาที่สงสัยเป็นสาเหตุของการเกิดการแพ้จริง ๆ
27 มีนาคม 2008
บุกม.อุบลฯ
ตั้งแต่ผมมาฝึกงานที่อุบล ผมมีลางสังหรณ์(ไม่รู้ว่าใช้คำนี้รึป่าว)ว่าน่าจะได้ไปม.อุบลไม่ทาใดก็ทางหนึ่ง แต่เริ่มเดิมทีผมคิดว่าม.อุบลอยู่ในตัวเมืองอุบลเหมือนอย่างม.ขอนแก่นอยู่ในตัวเมืองขอนแก่น แต่ม.อุบลกลับอยู่อำเภอวารินชำราบที่ออกไปจากตัวเมืองอุบลอีก
สาเหตุที่ม.อุบลไปอยู่ที่อำเภอวารินก็เนื่องจากตัวเมืองอุบลขยายไม่ได้แล้ว จึงต้องไปสร้างที่อำเภอวาริน ที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการขยายตัวของมหาลัย
วันนี้ผมมาที่คณะเภสัชศาสตร์ ม.อุบล เนื่องจากมีการสัมมนาเรื่อง สถานการ์CL วิทยากรหลัก ๆ มีนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษืวัชระอดีตสว.และอาจารย์จากจุฬา
ในส่วนเนื้อหาที่สัมมนาก็คล้าย ๆ กับที่ผมเข้าฟังเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วที่คณะเภสัช จุฬาฯ และผมก็ได้นำลงบล็อกแล้วถ้าอยากรู้ก็อ่านได้ที่นี่(อิอิ) เนื้อหาที่เพิ่มเติมจากคราวที่แล้วคือ มียาอีก 4 ตัวที่เราปรกาศCLคือ Docetaxelยารักษาโรคมะเร็ง(ยาตัวนี้อ.สุพลบอกว่าอาจาย์เป็นคนประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จิง ๆ ถ้าหากรัฐสนับสนุกยาตัวนี้เกิดความคุ้มค่าแน่ เราจึงประกาศCLยาตัวนี้ อาจารย์บอกว่าใช่ว่ายาทุกตัวจะคุ้มค่า มียามะเร็งบางตัวที่ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วไม่คุ้มค่าก็มี)
Letrozoleยารักษามะเร็งเต้านม
Erlotinibยารักษามะเร็งปอด
Imatinibยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
คณะเภสัชศาสตร์ม.อุบล
ผมจะขอเล่าในส่วนของคณะเภสัช ม.อุบลนะคับ เห็นว่าปีนี้จะเป็นเจ้าภาพเภสัชสัมพันธ์ด้วย มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย2-3เรื่องที่ได้จากการไปม.อุบลคราวนี้คือ
ห้องประชุมใหญ่ของคณะเภสัชม.อุบลชื่อ ศรีพานิชกุลชัย ซึ่งเป็นนามสกุลของอ.บังอรคณบดีคณะผม ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันยังไง มีที่มาที่ไปยังไง
ที่คณะเภสัชม.อุบลมีสนามปูนที่ใหญ่ กว้าง เตะบอลโกลหนูได้ 2 สนามเลย จัดบอลชั้นปีได้สบาย ๆ ไม่ต้องระเห็จระเหิดไปขอที่อื่นเขา
วันนี้ผมเจอพี่กิ๊ฟ(อดีตนายกสโม)กับพี่ออยล์Rx'21 มาเป็นอาจารย์ที่นี่ จากการที่สอบถามนศ.ที่ฝึกงานด้วยกัน เขาบอกว่าพี่ทั้ง 2 คนสอนวิชาPharmacotherapyและสอนเก่ง สนุกด้วย ในส่วนของพี่ออยล์แทบไม่น่าเชื่อว่ามีนศ.ผู้หญิงกรี๊ดแกกันใหญ่ ยังกะอ.เคี้ยงที่คณะเรายังไงยังงั้นเลย
ตอนบ่ายพี่อวบพาพวกผมไปหาเคสมาทำSOAP เคสที่ผมที่ผมได้ที่น่าสนใจคือ คนไข้เป็นคนลาว เป็นโรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ครบสูตรเลย ไม่รู้ว่าจะไปได้สักกี่น้ำ คอยดูกันต่อไปคับ
28 มีนาคม 2008
วันนี้ทำSOAPทั้งวัน ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนไข้ที่เป็นคนลาว จากการที่ไปซักถามคนไข้เพิ่มเติม ทำให้ทราบข้อเท็จจริงบางอย่างคับ
คนไข้มาด้วยอาการหายใจหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ เป็นไตวายเรื้อรังด้วยซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ตามที่เรียนมานะคับ การที่คนไข้มีอาการแทรกซ้อนจากเบาหวานเกิดจากการไม่มีcomplianceหรือการไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ อย่างเช่น กินยาไม่ครบ ไม่กินยา กินอาหารที่มีแป้ง น้ำตาลมาก
แต่สำหรับคนไข้รายนี้การเกิดอาการแทรกซ้อนเบาหวานไม่ได้เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ เนื่องจากคนไข้เป็นคนลาว คนไข้บอกว่าที่โรงพยาบาลปากเซไม่มียาเบาหวาน ถึงมีก็ได้ในแต่ละครั้งไม่ครบเพราะโรงบาลมียาไม่พอ พอคนไข้เป็นโรคไต โรงบาลไม่มียาโรคไต ทำให้คนไข้มารักาที่โรงบาลสรรพสิทธิประสงค์
ที่น่าสงสารเข้าไปอีกคือ ครอบครัวคนไข้มีรายได้ต่อเดือนแค่ 5000บาทเอง หมอสั่งให้ทำCAPDหรือการล้างไตผ่านช่องท้อง แต่ทำไม่ได้เนื่องจากการทำCAPDแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนมากและคนไข้เป็นชาวลาวไม่สามารถใช้สิทธิใด ๆ ได้เลย