The last life in the university at
Ubonrat
Quarter 4
21 กรกฎาคม 2008
การกลับมาของพี่หญิง
อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าห้องยาที่นี่มีเภสัช 3 คนคือ พี่เอกหัวหน้าห้องยา พี่จุ๊บ และพี่หญิงที่ลาคลอด อาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์แรกที่พี่หญิงเริ่มทำงาน พี่ ๆ เล่ากิติศัพท์ของพี่หญิงว่าใน 3 คน พี่หญิงโหดสุด คือ สั่งงานเยอะ แล้วก็มีสอบด้วย
ตอนเช้าผมไปรอรถตู้โรงบาลหน้าโรงบาลศรีฯเพื่อไปที่โรงบาลอุบลรัตน์ ระหว่างรอมีพี่ผู้หยิงคนนึงไม่เคยเห็นหน้าเลย ใส่เสื้อกาวน์ของเภสัช ในใจก็รู้ว่าเป็นเภสัชกรชัวร์ แต่ไม่นึกว่าเป็นพี่หญิง จนกระทั่งพี่ณีพี่พยายาลเดินมาก็เลยแนะนำพวกผมกับพี่หญิง
พี่หญิงพอมาถึงห้องยาก็ต้องเคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จ โดยเฉพาะงานจัดซื้อจัหายาเข้าโรงบาล ดู ๆแล้วก็เยอะทีเดียว ช่วงที่พี่หญิงลาคลอดจะมีปัญหายาขาดสต๊อก เนื่องจากไม่มีคนดูแลโดยตรง และคนอื่นก็มีหน้าที่รับผิดชอบกันหมด
ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผม(555) เนื่องจากพี่หญิงต้องเคลียร์งาน เลยไม่ค่อยมีเวลามาสั่งงานพวกผม
ที่ห้องยาทุกบ่ายวันจันทร์พี่จันพี่เจ้าพนักงานจะเตรียมยาปราศจากเชื้อ หลังห้องยา ยาที่เตรียมก็จะมี น้ำยาฆ่าเชื้อห้องคลอด น้ำยาฆ่าเชื้อทั้วไป แอลกอฮอล์ วิธีเตรียมก็ไม่ยากแค่ตวงสารที่เราเตรียมไว้ตามต้องการแล้วเทผสมกัน ซึ่งจะมีวิธีการเตรียมมาตรฐานเป็นโฟลว์ชาร์ตให้ทำตามขั้นตอน
พี่จันบอกว่าแต่ก่อน อ.โจ้นาถธิดา ก็เคยเป็นเภสัชที่โรงบาลนี้ แล้จะพาพี่แกเตรียมยาปราศจากเชื้อ โดยอาจารย์เป็นคนคำนวณปริมาณสารและผสมเอง ส่วนพี่จันจะเป็นลูกมือคอยช่วยอาจารย์อีกที
22 กรกฎาคม 2008
บายศรีสู่ขวัญ(อีกครั้ง)
ช่วงวันสองวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร คนไข้ไม่ค่อยเยอะ อย่างวันนี้ตอนเช้ามีคนไข้แค่ร้อยกว่า ๆ ตอนบ่าย บ่าย 3 โมงก็ไม่มีคนไข้แล้ว
ตอนบ่าย 4 ผมมีกำหนดการไปออกหมู่บ้านอีกครั้งกับพี่นิภาห้องผ่าตัด และน้อง ๆ นักศึกษาฝึกงานสาธารณสุข วันนี้ตามจริงชาวบ้านเขาจะบายศรีสู่ขวัญให้น้อง ๆ ฝึกงานสาธารณสุขที่มาออกชุมชนทุกวันอังคาร พฤหัส ส่วนผมอาศัยเนียนมาบายศรีฯกับเขาเพราะ ศุกร์นี้ผมก็จะไปแล้วเหมือนกัน(HAHA)
บ้านที่ไปคือบ้านอุดมศิลป์ อยู่ห่างจากโรงบาล 15 กิโล ถือว่าไกลทีเดียว ชาวบ้านทยอย ๆ กันเข้ามาที่วัด(บายศรีฯกันที่ศาลาวัดคับ) แต่ละคนก็นำข้าวปลา อาหาร มากินกัน ชาวบ้านน่ารักมากคับ บางคนเอาลาบปลา ทอดปลา หอยต้ม ฯลฯ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารตามฤดูกาล
ก็นั่งคุยกินคุยไปกับชาวบ้านเรื่อย ๆ เรื่องที่คุยก็คงไม่พ้นเรื่องยาอีกตามเคย แต่จะโฟกัสที่ยาเบาหวาน เพราะเป็นกันเยอะ ก็ตอบข้อซักถามและสิ่งที่ชาวบ้านยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาเบาหวาน อย่างเช่น
- กินยาเบาหวานเยอะ ๆ ทำให้ตับแข็ง ไตเสื่อมจริงเหรอ
- อยากหายไว ๆ กินเบิ้ลได้มั้ย อย่างเช่น ให้กิน 1 เม็ด แต่เบิ้ลเป็น 2 เม็ดได้มั้ย
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ พิธีบายศรีสู่ขวัญก็เริ่มขึ้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติจะมีหมอพราหมณ์คอยสวด จากนั้นก็จะนำด้านสายศิลป์มาผูกข้อมือกัน
ในฐานะที่มาครั้งแรกพี่นิภาเลยให้พวกผมสาธิตว่าเกลือชนิดไหนมีสารไอโอดีน โดยเปรียบเทียบระหว่างเกลือไอโอดีนกับเกลือธรรมชาติที่ขายตามท้องตลาด เพราะ ยังมีชาวบ้านที่เป็นโรคคอพอกกันเยอะ เอาง่าย ๆ ตอนผมจ่ายยายังมียารักษาโรคคอพอกที่จ่ายไปเยอะ เรื่องเกลือไอโอดีนก็รณรงค์กันมานานเป็น 10 20ปี ทีแรกผมคิดว่าปัญหานี้ไม่น่าจะมีหรือมีน้อยแล้ว แต่พอมาออกฟิลด์จริง ๆ ชาวบ้านก็ยังเป็นกันเยอะอยู่ ปัญหาก็น่าจะมาจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชาวบ้าน
23 กรกฎาคม 2008
เงียบเหงาจิง ๆ
สัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงานเป็นอะไรไม่รู้ คนไข้มักจะน้อยกว่าสัปดาห์อื่น ๆ วันนี้ก็เหมือนกัน ขนาดเป็นวันเบาหวานแล้ว แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี คือ ช่วงเช้า คนไข้ไม่ถึง 100 คน ตอนบ่ายก็มากันประปราย ช่วงที่ไม่มีคนไข้พี่เอกก็ให้นำเสนอเคสคนไข้ที่ไปเก็บจากหอผู้ป่วยใน
หลังบ่าย 4 พวกผมเดินผ่านห้องพี่อิ๋ว ที่เป็นประธานบ้านพักบุคลากรในโรงบาล พี่อิ๋วเลยเรียกมาคุย ถามสารทุกข์สุกดิบ ว่าบ้านพักมีข้อปรับปรุงอะไร อยากแนะนำอะไร ก็บอกมาได้เลย ถ้าพูดถึงตัวบ้านพักก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรและค่อนข้างโอมาก คือ กว้าง อาการถ่ายเท มีพัดลมให้ พื้นปูด้วยกระเบื้อง (จากข้อควรปรับปรุงกลับเป็นชื่นชมแทน)
พี่อิ๋วบอกว่า พี่อิ๋วอยู่โรงบาลนี้ตั้งแต่ก่อตั้งโรงบาล ตอนนั้นมีหมอ 1 คน พยาบาล 4 คน ต้องแบ่งคนนึงไปดูแลห้องยา แล้วพี่แกก็เล่าถึงเภสัชที่บรรจุที่นี่ตั้งแต่คนแรกจนถึงปัจจุบัน พี่อิ๋วบอกว่าที่ย้ายบ่อยถ้าไม่นับหมอที่ไปต่อเฉพาะทางแล้ว ก็เภสัชนี่แหละ ทำให้งานไม่ต่อเนื่อง ใครมากี่รุ่น ๆ พี่แกก็ลุ้นว่าคงอยู่ถาวร บางท่าน อย่างอ.โจ้นาถธิดา คิดว่าจบมข.ไม่น่าจะย้าย แต่จนแล้วจนรอดอาจารย์โจ้อยู่แค่ปีเดียว แล้วสอบไปเรียนต่อเมกา
24 กรกฎาคม 2008
Before the last
วันนี้มีคลินิกเบาหวานอีกวัน แต่ถ้าเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาคนก็ยงน้อยอยู่ดี คือช่วงเช้าแค่ร้อยนิด ๆ ตอนบ่ายไม่ต้องพูดถึง แทบจะนับคนไข้ได้เลย ประมาณบ่าย 3 ดูเหมือนคนไข้จะหมดแล้ว ในเมื่อว่างเช่นนี้พี่ ๆ ที่หอ้งยาพากันเมาท์สนั่นหวั่นไหว ผมก็ได้แต่นั่งฟังและหัวเราะไปด้วย ยิ้งมีแต่ผู้หญิงเรื่องเมาท์ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่
บ่าย 4 พี่ไก่ห้องERพาไปออกชุมชนที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยง ไม่ไกลากโรงบาลมาก ประมาณ 5 กิโล บ้านนี้จะเป็นท่าเรือหาปลาของชาวบ้าน พี่ไก่บอกว่า แต่ก่อนชาวบ้านจะไปหาปลาตรงที่เป้นเขื่อนอุบลรัตน์ในปัจจุบัน แต่พอมีการสร้างเขื่อน ชาวบ้านเลยย้ายท่าเรือมาที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยง
วันนี้พี่ไก่พาชาวบ้านผู้สูงอายุประมาณ 15 คน มาลำกระบองซึ่งเป็นการออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุ(แต่ไม่ใช่ว่าคนวัยรุ่นออกไม่ได้นะคับ) เพราะ ไม่ได้ใช้แรงมากและอยู่กับที่ พี่ไก่ให้พวกผมพูดเรื่องไอโอดีนให้ชาวบ้านรู้ถึงความสำคัญของเกลือไอโอดีน พร้อมกับสาธิตการทดสอบเกลือไอโอดีน
บรรยากาศการลำกระบองของชาวบ้าน
พอถึงตอนลำกระบองชาวบ้านสนอกสนใจกันมาก คุณบายบางท่านอายุ 70 ทำตามได้ทุกท่าไม่มีเหนื่อยเลย พี่ไก่พยายามหาตัวแทนชาวบ้านนำออกกำลังกายทุกวัน เพราะ พี่ไก่มาได้แค่อาทิตย์ละครั้ง แต่ไม่มีใครยอมเป็น แต่ละคนบอกว่า จะรำตอนที่พี่ไก่มาเท่านั้น
25 กรกฎาคม 2008
Go back to the past the last
วันนี้ไม่มีคลินิกเบาหวาน คนไข้ก็ยิ่งน้อยกว่าเมื่อวานอีก เหมือนจะรู้ว่าผมจะไปแล้วเลยสร้างบรรยากาศให้ดูเงียบเหงาวังเวง ช่วงเช้าคนไข้ไม่ถึงร้อยคน ช่วงบ่ายไม่ต้องพูดถึงบ่าย 2 ครึ่งก็ไม่มีคนไข้แล้ว
ตอนเที่ยงพี่ ๆ ห้องยาพาพวกผมมาเลี้ยงส่งบนแพริมหาดน้ำที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยงนั่นแหละ ถือได้ว่าเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวนึงของอำเภออุบลรัตน์นอกจากเขื่อน ฝั่งตรงข้ามแพจะเป็นรีสอร์ทสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน
อาหารอร่อย ๆ กับทัศนียภาพที่สวยงามของธรรมชาติอย่างงี้กินไปชมวิวไปได้บรรยากาศดีคับ
ผมเคยมากินที่นี่แล้วครั้งนึงเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนมาออกค่ายหมอยา1 ที่อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตอนกลับจากค่ายผ่านอำเภออุบลรัตน์พอดี พี่ ๆ (ตอนนั้นผมอยู่ปี1) เลยพามาเลี้ยงอาหารที่แพนี้ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกเหตุผมนึงที่ทำให้ผมประทับใจค่ายหมอยา(55ของฟรีใคร ๆ ก็ชอบ
)
ไม่ใช่ป่งใช่ปอบที่ไหนลงหรอกคับฝีมือของพวกผมน่ะเอง(เห็นแล้วสยองจริง ๆ )
ประมาณบ่าย 4 พวกผมก็พากันไปอำลาฝ่ายต่า ๆ ทำให้ผมทราบว่าหมอเก้ง หมอที่เพิ่งมาทำงานได้ที่นี่ 3 เดือน เป็นพี่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยรุ่น90 ส่วนผมรุ่น92 ตอนมาแรก ๆ ก็เห็นพี่ ๆ บอกว่าหมอเก้งก็เป็นคนร้อยเอ็ดเหมือนผม แต่ผมไม่คิดว่าพี่แกจะจบร้อยเอ็ดวิทฯ(คือโรงเรียนผมคนจะเยอะมาก ขนาดรุ่นเดียวกันยังรู้จักกันไม่หมดเลย) เพราะเห็นว่าพี่แกจบศิริราช ซึ่งปกติแล้วโรงเรียนผมถ้าเรียนแพทย์ก็จะไปเรียนที่ขอนแก่นกัน เพราะ มีโควต้าภาคอีสาน ถ้าเป็นแพทย์ในกรุงเทพฯจะมีน้อยหน่อย เพราะ แข่งขันกันทัวประเทศ
คุยไปคุยมาพี่แกก็เพิ่งเริ่มต้นอาชีพหมอสด ๆ ซิง ๆ นี่เอง คือ เพิ่งทำได้แค่ 3 เดือน เรื่องที่คุยนอกจากนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน อย่าง อาจารย์ สถานที่ ผอ.โรงเรียน ฯลฯ
ว๊า..ฝึกงานเสร็จแล้วสิเนอะ