Father and Son
I know I have to go away. I know I have to go.
ทุกเช้าปู่จะพาผมนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปร้านกาแฟในตลาด ปู่จะชอบสั่งไข่ลวกมากินกับกาแฟและก็คุยกับตาศักดิ์เจ้าของร้านกาแฟ ตาศักดิ์เป็นชายตัวผอมๆรุ่นราวคราวเดียวกันกับปู่
ส่วนผมจะชอบฉีกปาท่องโก๋เป็นชิ้นเล็กๆทิ้งลงบนแก้วโอวัลติน รอจนให้เนื้อแป้งมันยุ่ยและโอวัลตินเย็นลง แล้วค่อยกินปาท่องโก๋พร้อมๆกับโอวัลติน
กาแฟเป็นของต้องห้ามสำหรับผม ปู่ผม พ่อผม ญาติคนอื่นๆมักจะบอกว่า"โตเป็นผู้ใหญ่แล้วค่อยกิน" ตอนนั้นผมก็สงสัยว่าเมื่อไหร่ผมจะเป็นผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ปู่หรือพ่อพูดประโยคนี้ ผมมักจะถามว่าเมื่อไหร่ผมจะเป็นผู้ใหญ่ แต่คำตอบที่ได้คือความเงียบ ทำให้ 'ผู้ใหญ่' เป็นเรื่องที่ผมอยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ อะไรที่เป็นตัวบอกว่าเราเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยเลยว่าผมเป็นผู้ใหญ่หรือยัง ตอนนั้นผมได้แต่คิดว่า เราจะเป็นผู้ใหญ่เมื่อเราโตเท่าพ่อแล้ว
ลุงอ้นนั่งพรวดตรงข้ามกับปู่ผมพร้อมสั่งกาแฟไม่ใส่นม ไม่ใส่น้ำตาล ลุงอ้นจะชอบทานแบบนี้เป็นประจำ ลุงอ้นแกจะพาเมียแกมาตลาดตอนตี2ตี3 เพื่อเตรียมของขาย เมียแกขายพวกปลาร้าบอง ส้มปลา แหนม หม่ำ(อาหารประเภทที่ต้องใช้จุลินทรีย์) โดยเฉพาะปลาร้าบองของเมียแกจะขึ้นชื่อมาก ขายหมดทุกวัน จนแถวบ้านลุงอ้นเห็นว่าขายดีเลยลองขอสูตรไปทำบ้าง แต่เมียแกไม่ยอมให้เพราะมันเป็นสูตรที่ได้จากปู่ย่าตายาย
"ผมล่ะอิจฉาไอ้โอบมันน้า ไปไต้หวัน 2 ปี กลับมารวยเลย"
ลุงอ้นพูดกับปู่ผม
"มันได้ตังค์เป็นแสน ก่อนไปที่บ้านมันจนจะตาย เมียมันขายผักได้วันละไม่กี่บาทเอง แต่ตอนนี้มันมีครบหมดเลยน้า ทั้งเครื่องเสียง ทีวี วิดีโอ ตู้เย็น แล้วเห็นว่าไอ้โอบมันจะออกมอเตอร์ไซค์ใหม่ด้วย ตอนนี้เด็กวัยรุ่นบ้านผมมันร่ำๆจะไปขุดทองเหมือนไอ้โอบบ้าง โอ๊ย ถ้าไม่ติดว่าผมแก่นะ ผมไปนานแล้ว"
"พวกเอ็งไม่กลัวพวกนายหน้ามันหลอกพวกมึงเหรอ ข่าวก็ออกกันโครมๆ"
"ของแบบนี้มันก็ต้องเสี่ยงล่ะน้า ทำไงได้ เกิดมาจน ถ้าอยากรวยมันก็ต้องยอม"
แดดตอนเช้าส่องแรงขึ้น ลุงอ้นขยับเก้าอี้มานั่งด้านขวามือของปู่
'หนังสือพิมพ์ครับ ไทยรัฐ เดลินิวส์' เสียงบักแค่วเด็กขายหนังสือพิมพ์ดังมาแต่ไกล คำว่าแค่วในภาษาอีสานแปลว่าฟัน ที่เรียกมันแบบนี้เพราะว่า ฟันหน้าสองซี่ของมันยื่นออกมาข้างนอกหรือมีลักษณะเหยินนั่นเอง คนก็เลยพากันเรียกมันว่าบักแค่ว แต่ไม่มีใครรู้ชื่อเล่นจริงๆของมันว่าชื่ออะไร
บักแค่วขายหนังสือพิมพ์มานานมาก ตั้งแต่มันเรียนอยู่ป.6 จบมาก็ไม่เรียนต่อ ทุกเช้าเถ้าแก่จะให้หนังสือพิมพ์มันหอบใหญ่ไปขายในตลาด จากนั้นสายถึงเย็นมันจะรับส่งแก๊สให้เถ้าแก่
"ไทยรัฐ" ปู่ผมสั่งหนังสือพิมพ์พร้อมยื่นเงิน 5 บาทให้บักแค่ว
ปู่วางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ ผมแย่งหนังสือพิมพ์จากปู่มาคลี่ดู หนังสือพิมพ์มีรูป3-4รูป นอกนั้นเป็นตัวหนังสือตัวใหญ่ๆแล้วค่อยๆเล็กลงในแต่ละกรอบ
"หลานน้าอ่านหนังสือได้แล้วเหรอ" ลุงอ้นพูดขึ้น
"มึงจะบ้าเหรอ หลานกูยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย" ปู่ผมสวนลุง
พอผมโตขึ้นอีกหน่อย ปู่ผมก็เริ่มแก่ตัวลง สุขภาพอ่อนแอลง ช่วงหลังๆผมเริ่มจะห่างจากปู่ เนื่องจากผมต้องเข้าโรงเรียน มีกิจกรรมมากมายที่รอให้ผมไปทำ และผมก็ไปอยู่กับพ่อกับแม่ด้วย ผมได้แค่แวะไปหาปู่เป็นครั้งคราว
ปู่ผมเป็นเบาหวาน เดินไปไหนมาไหนลำบาก ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง แต่ละครั้งที่ผมไปหาปู่จะเห็นยาหอบใหญ่กองอยู่ในถุง ผมพยายามทำที่ย่าบอกคือ ให้ปู่ผมกินยาให้ครบและตรงเวลา ให้งดอาหารหวานๆมันๆ อาหารพวกแป้ง ช่วงแรกๆปู่ผมก็ผงกหัวเหมือนยอมทำตามคำแนะนำของผม แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ได้ผล ปู่ผมเป็นคนดื้อ เอาความคิดตัวเองเป็นหลัก ปู่ผมคิดว่าไอ้ยาเบาหวานเป็นกระบุงมันไม่ช่วยให้ปู่หายจากโรคเบาหวานได้ และการที่ห้ามไม่ให้ปู่ทานของที่ชอบเป็นสิ่งที่ปู่ยอมรับไม่ได้ บ่อยครั้งที่ปู่ผมจะมีปากเสียงกับย่า พ่อผม เมื่อปู่แอบไปทานอาหารต้องห้ามทั้งหลาย และมักจะพูดว่า
'กูยอมตายดีกว่าถ้าจะไม่ให้กูกินของที่กูชอบ'
ทุกครั้งที่ปู่ผมแอบทานของพวกนี้ มักจะมานอนร้องครวญคราง พ่อผมบอกว่า เบาหวานปู่ขึ้น
มันทำให้ผมนึกถึงตอนเด็กๆที่ปู่ผมจะห้ามไม่ให้กินกาแฟ พอปู่แก่ลงก็ถูกห้ามเหมือนผมตอนเด็กๆ เมื่อไหร่เราจะทำอะไรโดยอิสระ ไม่มีใครห้าม เป็นไปได้มั้ยว่าคนเราทุกคนจะต้องถูกห้ามบางสิ่งบางอย่าง
ช่วงหลังที่ผมไปหาปู่ ปู่มักจะนำพระ เครื่องรางของขลังนานาชนิดให้ผมดู พร้อมกับบอกเล่าประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นสมัยหนุ่มๆในการที่จะได้เครื่องรางแต่ละชนิดมา ขณะที่เล่าปู่ผมจะนอนพิงผนัง เหยียดขาทั้ง 2 ข้างออกมา
ที่ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างของปู่ โปะไว้ด้วยแผลเน่าๆ เป็นหลุมใหญ่ๆลึกประมาณ1ข้อนิ้วชี้ มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาบ้าง เลือดกระจายตัวรอบๆแผล แมลงหวี่บินตรอมว่อน ผมต้องคอยช่วยปัดแมลงหวี่ไปด้วย ขณะที่ปู่ผมเล่าประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น
1 เดือนก่อนที่ปู่ผมจะเสีย ปู่จะเอาพระมาห้อยเต็มคอ เหมือนจะรู้ว่าชีวิตตัวเองมีไมมากแล้ว แต่ผมไม่เชื่อ ผมไม่อยากเชื่อ ผมปฏิเสธการเชื่อ ปู่ผมยังแข็งแรงดีอยู่ พูดคุยเป็นปกติ ปู่ผมยังพอลุกเดินไปไหนมาไหนได้บ้าง แม้จะดูลำบากก็ตามที
หลัง จากที่ปู่ผมเสีย สิ่งที่เด็กผู้ชายทำได้เพื่อตอบแทนพระคุณคือ การบวชหน้าไฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า คนที่ตายได้บุญจากการที่เราบวชหน้าไฟจริงหรือไม่? กับการที่เราสวดๆบทบวชเณร นั่งอยู่เฉยๆทั้งวัน มันได้บุญมากมายมหาศาลขนาดนั้นหรือ หรือว่ามันทำให้เราสบายใจขึ้น แล้วถ้าเราถือศีล 5ศีล8 บริสุทธิ์ทุกวันหรือทุกวันพระ จะได้บุญมากกว่าไหม
ตามหลักพระพุทธศาสนาบอกไว้ว่า “สัตว์โลกมีกรรมเป็นของๆตน” “ทำกรรมเช่นไรได้กรรมเช่นนั้น” แล้วบุญที่เราอุทิศให้หละ? ที่เราบวชให้มันจะอยู่ตรงส่วนไหน เมื่อบุญเมื่อกรรมเป็นสิ่งเฉพาะบุคคล ใครทำคนนั้นได้ ทำให้กันไม่ได้
ต่อให้บุญของเราลบล้างบาปกรรมของคนตายหรือบุญที่เราทำไปถึงคนตายจริง เราจะรู้รึไม่ว่าคนตายทำบาปกับใครและบาปมากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น สมมติปู่ผมติดเงินคนนี้ 500 บาท อีกคน 100 บาท ผมจะรู้มั้ยว่าปู่ผมติดหนี้ใครบ้าง คนละเท่าไหร่
เวลาผ่านไปหลายปี ผมเรียนสูงขึ้น ยิ่งทำให้ผมไกลจากบ้านมากขึ้น จากต่างอำเภอเข้าสู่ตัวจังหวัด จากจังหวัดของเราไปจังหวัดอื่น แล้วก็ไปที่กรุงเทพฯ รึว่าการศึกษากับระยะทางมีความสัมพันธ์กัน
หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปจากตอนที่ผมเป็นเด็ก ลุงอ้นแกยังพาเมียแกมาตลาดทุกวัน ผิดกันที่ร้านกาแฟของตาศักดิ์ถูกขยายออกเป็นตลาดตามนโยบายของเทศบาล ตาศักดิ์เองก็ไปเปิดร้านอาหารตามสั่งที่บ้านแต่ให้ลูกชายดูแลแทนเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ
ไอ้โอบที่กลับจากไต้หวันดูเหมือนว่าจะรวย แต่ใช้จ่ายเงินที่ได้มาแบบสุรุ่ยสุร่าย กินเหล้า เล่นการพนันแทบทุกวัน ไม่ถึงปีก็กลับมาหาเช้ากินค่ำกับเมียเหมือนเดิม แถมยังมีหนี้สินเพิ่มอีก
บักแค่วได้ข่าวว่าได้เมียเป็นคนสุโขทัย ก็เลยตามเมียไปทำมาหากินที่นั่น โดยไม่มีใครได้ข่าวมันอีกเลย
หมายเหตุ
- เป็นเรื่องที่มีความจริงบ้าง แต่งขึ้นบ้าง ไม่ได้จริงไปทั้งหมด
- ชื่อเรื่องเอามาจากเพลงFather and Son ของ Boyzone/Yusuf(Cat Stevens)
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
http://frankie8.exteen.com/20071204/father-and-son