Reality

23 days in Poo Lom Khum

DAY 0 : คืนอันหนาวเหน็บที่ภูหล่มขุม


หลังจากกลับมาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 35ผมก็พร้อมที่จะบวชตามที่ได้วางแผนไว้ สาเหตุที่บวชก็ไม่ใช่อกหักรักคุดใด ๆ ทั้งสิ้นแต่ผมวางแผนที่บวชมานานแล้วหลังจากที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แต่ติดเรื่องเรียน ไล่ตั้งแต่ปี 1ต้องเรียนanatomyตอนซัมเมอร์ ปี 2ตอนซัมเมอร์ก็ต้องเร่งเก็บวิชาเลือกให้ครบตามกำหนด พอมาปี 3จะขึ้นปี 4ว่างก็เลยถือโอกาสบวชซะเลย

ผมบวชคราวนี้ก็ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่าถ้าเกิดลูกบวชแล้วบิดามารดาจะเกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้พ่อแม่ไม่ตกนรกแล้วขึ้นสวรรค์? กับการที่เราเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากที่ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ กางเกงในแล้วเปลี่ยนมาห่มจีวรถึงกับทำให้พ่อกับแม่เราขึ้นสวรรค์ได้เลยเหรอ ในฐานะที่ผมเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างมันต้องมีเหตุมีผลของมันจะเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่ได้ ถ้าเกิดผมมีความเชื่อความศรัทธาเป็นที่ตั้งว่าถ้าเราบวชแล้วพ่อแม่เราจะเกาะชายผ้าเหลือง ถ้าอธิบายด้วยเหตุด้วยผลแล้วการที่พ่อกับแม่เราจะเกาะชายผ้าเหลืองเราขึ้นสวรรค์ แสดงว่าตอนที่เราบวชเราต้องปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถือพระวินัยทั้ง 227 ข้อให้ครบไม่มีขาด ข้อวัตรครบถ้วนถึงจะได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เลือกจำวัดที่วัดภูหล่มขุม จังหวัดมุกดาหารเนื่องจากพระที่วัดนี้มีข้อวัตร ข้อปฏิบัติเป็นที่น่าเลื่อมใส เคร่งครัดในพระวินัย เน้นการภาวนา นั่งสมาธิเป็นหลักซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ถ้าจำวัดอยู่ที่วัดนี้แล้วปฏิบัติตามวัตรที่ท่านพาทำรับรองได้บุญได้กุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่ ถ้าไปอยู่ที่วัดอื่นก็ไม่รู้ว่าท่านจะพาทำถูกหรือเปล่า การบวชหรือการทำอะไรมันก็ต้องมีต้นทุนอยู่แล้ว ยังไงบวชทั้งที เสียเวลาทั้งทีก็ไม่อยากจะเสียเที่ยว

นี่ก็เป็นแผ่นป้ายที่ติดตามศาลาฉันซึ่งเป็นปฏิปทาสายหลวงปู่หล้า

บ่ บอกบุญเรี่ยไร บ่เอ่ยปากขอไผ

บ่ ใบ้หวยทวยเลขบ่ปลุกเสเสกเป่ายันต์

บ่ ทวย(ทาย)ฝันดูดวง บ่ท่วงผีปัวบ้า(รักษาอาการบ้า)

บ่ อวดกล้าถือเงินทอง บ่ละครองบิณฑบาตร

เด็ดขาดฉันมื่อเดียว

วัดภูหล่มขุมที่ผมจะไปจำวัดอยู่นั้นอยู่บ้านหนองนกเขียนอ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร มีพื้นที่ประมาณภูเขาลูกนึง(กะเอากรูไม่มีปัญญาวัด) ที่เรียกว่าภูหล่มขุมเนื่องจากภูแห่งนี้ทั่วทั้งภูจะมีลักษณะเด่นคือมีการยุบตัวของพื้นหินเป็นหลุมเป็นบ่อกระจายทั่วภู(ขุมภาษาอีสานแปลว่าหลุม)

วัดนี้แน่นอนก็ต้องเป็นวัดสายหลวงปู่หล้า เขมปตฺโตวัดภูจ้อก้อ(อยู่แถว ๆ วัดภูหล่มขุม)ก่อนที่ผมจะมาจำวัดมีพระ 11 รูป สรรพนามที่ใช้เรียกกันถ้าเป็นพระหนุ่มยังไม่แก่จะเรียกว่าครูบา ถ้าเกิดเป็นพระที่มีอายุมากหรือแก่แล้วมาบวชจะเรียกหลวงพ่อหรือหลวงปู่หรือหลวงตาสุดแท้แต่จะเรียก ถ้าบวชมา 10 พรรษาขึ้นไปจะเรียกว่าพระอาจารย์หรืออาจารย์ ถ้าบวชมามากพรรษาจะเรียกว่าครูอาจารย์หรือเรียกสั้น ๆ ว่าครูจารย์

อย่างเจ้าอาวาสที่วัดชาวบ้านจะพากันเรียกหลวงพ่อพลแต่ผมจะเรียกว่าครูจารย์พล มีพระเลขานุการคืออาจารย์น้อยซึ่งจะดูแลเกี่ยวกับการนัดหมาย กิจกรรม การใช้จ่ายของวัด

ผมไม่ได้บวชที่วัดนี้นะครับแต่ผมบวชที่วัดอื่นแล้วค่อยมาขอครูจารย์ท่านมาจำวัดอยู่ที่นี่ เพราะว่า วัดนี้ท่านค่อยข้างจะเคร่งมากตามธรรมเนียมปฏิบัติถ้าจะบวชที่วัดนี้จะต้องมาเข้านาคก่อนใช้เวลาเข้านาคประมาณ 1-3 เดือนหรือแล้วแต่ครูจารย์ท่านเห็นสมควร

ทำไมต้องเข้านาค? การเข้านาคคือเราต้องนุ่มขาวห่มขาวถือศีล 8 ตอนนี้จะถูกเรียกว่าชีปขาวหรือปขาวหรือผ้าขาว ในขณะที่เข้านาคก็ท่องนาค ท่องบวชไปด้วยจนคล่อง สาเหตุที่มีการเข้านาคคือ ให้เราสังเกตและฝึกปฏิบัติวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์เมื่อบวชแล้วจะได้มีความพร้อม ไม่ทำผิดพระวินัยอันซึ่งจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา

เมื่อติดต่อไปที่พระอุปชา(พระที่จะบวชให้ผม)ปรากฎว่าท่านว่างพรุ่งนี้ ดังนั้นวันนี้ผมก็เลยต้องไปนอนที่วัดภูหล่มขุมเพื่อท่องบวช โดยใช้เวลาแค่คืนเดียว(แม่ผมบอกว่าเรียนหนังสือยังท่องเยอะกว่านี้เลย)

ผมเดินทางไปถึงวัดตอน 1 ทุ่ม ตอนนั้นที่วัดเงียบ มืดไม่มีแสงไฟเลยเพราะช่วงเวลานี้พระท่านอยู่กุฎิทำวัตรเย็น ภาวนากันหมดแล้ว บวกกับครูจารย์พลกับอาจารย์น้อยไปอินเดียด้วย

ผมรอประมาณชั่วโมงนึงก็เห็นพระเดินถือไฟฉายมา ท่านคือครูบาป้อท่านบอกว่าท่านมาเอาถ่านไฟฉายเห็นมีรถจอดอยู่เลยเดินมาดู ท่านบอกว่ามาท่องที่กุฎิท่าน ส่วนเครื่องอัฐบริขาร(พวกที่จะใช้ในพิธีบวช)ท่านจะเตรียมให้หลังฉันอาหารเช้า

หลังจากนั้นท่านพามาเอาเสื่อ หมอน ผ้าห่ม ตอนนี้เป็นช่วงเดือนเมษายน บวกกับตอนอยู่วัดอาการก็ร้อนเลยเอาผ้าห่มมาผืนเดียว

กุฎิครูบาป้ออยู่ในถ้ำ แล้วสร้างกุฎิภายในถ้ำ ผมนั่งท่องบทบวชอยู่นอกกุฎิท่านกับน้องของผมโดยใช้เทียนให้แสงสว่างเนื่องจากที่กุฎิท่านไม่มีไฟฟ้า ที่ผมต้องนอนนอกกุฎิเนื่องจากว่าฆราวาสนอนในกุฎิที่มีพระจำวัดอยู่ไม่ได้ท่านจะอาบัติ

รูปขณะที่ผมยังยาวเฟื้อยอยู่เลย(มองหาอะไรของเมิงว่ะ)

ผมก็ท่องบทบวชไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าพอท่องได้แต่ยังไม่คล่องปากเท่าไหร่ จะติด ๆ ขัด ๆ อยู่(ก็ท่องคืนเดียวอ่ะ) พอประมาณตี 2 ผมเริ่มรู้สึกว่าลมพัดแรงขึ้นและหนาวขึ้นด้วย ผ้าห่มผืนเดียวที่เอามาด้วยมันไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย แต่ยังไงก็ต้องทนเอาแค่คืนเดียวน่า

วันนี้ทำให้ผมพอได้รู้ว่าที่วัดนี้ตอนกลางวันร้อนจะตายห่า แต่ตอนกลางคืนจะหนาวยังกับฤดูหนาวยังไงยังงั้นเลย

To be continued with DAY 1 : Tears Of Ecstasy