มุมมองจากดวงจันทร์
นักร้องสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องเสียงดี แค่ร้องพอใช้กับหน้าตาดีก็ดังแล้ว แต่ก่อนพอมีใครพูดประโยคนี้ผมจะมีท่าทีเห็นด้วยเพราะตอนนั้นเกลียดนักร้องที่สาว ๆ กรี๊ดกัน ไม่รู้จะชอบอะไรนักหนา ผมมักจะตอบไปว่ากูก็ว่างั้นแหละ เสียงก็ไม่ดีขายหน้าตามากกว่า หรือไม่ก็ แม่งเสียงก็ไม่ดี กูว่ามันจ้างเป็นนักร้องแหงเลย แต่พอมาระยะหลัง ๆ ผมจะไม่แสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธกับประโยคนี้เพราะว่า นักร้องที่เราชื่นชอบอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาพูดแบบนี้ก็ไม่รู้จะตอบไงดี ถ้าเห็นด้วยเหมือนแต่ก่อนมันก็เข้าตัวเองอีก แต่ก่อนเพลงที่ได้รับความนิยมนักร้องจะต้องเสียงดี เสียงสุดยอดถึงขั้นไม่มีใครร้องตามได้ หรือจะดูความอัจฉริยะในการเล่นเปียโนไปด้วยร้องเพลงไปด้วย หรือดูที่ฝีมือการเล่นกีตาร์ระดับโลก แต่เดี๋ยวนี้มุมมองการฟังเพลงเปลี่ยนไป คือ ไพเราะพอฟังได้ โดนใจ ตามกระแส ตรงกับชีวิตตัวเอง(บางเพลงไม่ค่อยตรงแต่ก็พยายามยัดเยียดให้ตรงเพื่อความไพเราะในการฟังเพลง) ซึ่งการฟังเพลงของคนในยุคนี้ดูจะขัดแย้งกับคนในยุคก่อน ถึงกับมีคนบอกว่านักร้องสมัยนี้เสียงยังกะเป็ดแต่ก็ยังมีคนฟัง ผมว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เป็นเรื่องชอบไม่ชอบมากกว่า ถ้าชอบแบบนี้ก็ฟังแบบนี้ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใครหนิ(ยกเว้นเปิดเสียงดัง ๆ อันนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน) แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นเรื่องมุมมองของคนและเวลาที่เปลี่ยนไป บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ผมขอยกตัวอย่างที่สนับสนุนประโยคที่ว่า บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ในเรื่องของการฟังเพลงก่อนก็แล้วกัน ถ้าถามคนยุคนี้ว่ารู้จักโปรเกรสซิฟ ร็อคมั้ย รู้จักPink Floyd มั้ย รู้จักวงDream theatreมั้ย รู้จักวงAerosmithมั้ย รู้จักThe Beatlesมั้ย รู้จักBee Geesมั้ย ผมว่ามีน้อยคนที่จะตอบว่ารู้จัก แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า รู้จักบริทนีย์ สเปียร์มั้ย รู้จักเจโลมั้ย ผมว่าถึงคนไม่ค่อยชอบฟังเพลงพวกนี้ก็ยังจะพอรู้จักอยู่บ้าง อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองที่เปลี่ยนไปพร้อม ๆ กับเวลา บางทีอีก10 20ปีข้างหน้าถ้าถามลูก ๆหลาน ๆ เราว่ารู้จักเจโลมั้ย คำตอบที่ได้อาจเป็นคำตอบเดียวที่เคยถามเราว่ารู้จักโปรเกรสซิฟ ร็อคมั้ย ประโยคนี้ผมว่าใช้ได้กับมุมมองของความรักได้ด้วยนะ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องก็เคยสัญญา(ผมดูหนังเรื่องนี้เพราะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์คู่กันของScrubb) ในหนังจะมีชาติหนึ่งที่พระเอกเกิดเป็นคนอาภัพรัก หาแฟนไม่ได้ ก็เลยไปทำพิธีหาคู่ ปรากฎว่าเนื้อคู่พระเอกในชาตินั้นเป็นหมา พระเอกเลยอธิษฐานให้ชาติต่อไปให้ตัวเองกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก ปรากฎว่าชาติต่อมาพระเอกกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก แต่กลับถูกมองว่าผิดปกติเพราะว่า สมัยนั้นการที่คนรักกับคนเป็นเรื่องวิปริตผิดเพศ คนสมัยนั้นจะต้องมีความรักกับสัตว์ถึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็เป็นตอนจบแบบหักมุมของหนังเรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องแต่งมีโอกาส0.000000001ที่จะเกิดขึ้นได้แต่ผมว่าคนเขียนบทเค้าต้องการสะท้อนคำพูดที่ว่า บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ผมว่าค่อนข้างตรงเลยทีเดียว แต่ผมว่าคนเขียนเขาไม่ได้ต้องการความสนุกอย่างเดียวแต่เขาต้องการสื่อมุมมองความรักในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับการรักในเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายรักกับชาย หญิงรักกับหญิง ซึ่งแต่ก่อนเรื่องแบบนี้ในสังคมเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม อัปปรีย์ ผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ยิ่งในบางยุคถึงกับมีบทลงโทษที่รุนแรงกับพวกที่วิปริตผิดเพศ แต่เดี๋ยวนี้สังคมก็ยอมรับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ตัวอย่างของคนดัง ๆ ที่เป็นแบบนี้แต่สังคมก็ยอมรับได้อย่างเช่น ดาเรน เฮย์สอดีตนักร้องวงSavage Gardenที่ยอมรับว่าเป็นเกย์และอยู่กินกันเปิดเผย หรือจะเป็นเอมิลีน โมเรสโมนักเทนนิสชาวฝรั่งเศสที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นดี้ อีกตัวอย่างนึงผมของยกบทกวีของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณี ในเรื่องพระอภัยมณีเป็นลูกกษัตริย์ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะปกครองบ้านเมืองต่อจากพระบิดา ในมุมมองของคนยุคนั้น(รัชกาลที่2มั้ง)จะมองว่าถ้าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินก็ควรร่ำเรียนวิชาการสู้รบ การทำสงคราม ตำราพิชัยสงครามหรืออะไรพวกนี้ แต่พระอภัยมณีกลับเลือกไปเรียนเป่าปี่ซึ่งคนในสมัยนั้นมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีหาความเจริญไม่ได้ แต่ถ้ามาดูในยุคนี้สิอาชีพเกี่ยวกับการแสดง ร้องเพลงซึ่งสมัยก่อนถูกหาว่าเป็นพวกเต้นกินรำกิน พอมาสมัยนี้กลับเป็นอาชีพ ๆ นึงที่คนใฝ่ฝันที่จะเป็น ผู้คนพากันนิยมชมชอบ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีซึ่งผิดกับสมัยก่อน ผมว่าสุนทรภู่เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทีเดียวที่มองไปไกลว่าอาชีพนี้จะได้รับความนิยมในยุคนี้บางทีท่านอาจจะทำนายอนาคตไว้ในบทกวีของท่านก็ได้ ดังนั้นไอ้พวกดาวินช่งดาวินชี่โค้ดหรือนอสตราดามุสไม่ต้องไปถ่งไปถอดรหัสมันแล้ว มาถอดสุนทรภู่โค้ดกันดีกว่าบางทีเราอาจจะเจอคำทำนายเด็ด ๆ เจ๋ง ๆ ก็ได้(5555) ผมว่าประโยคที่ว่านี้ใช้กับเรื่องเชียร์ฟุตบอลได้เหมือนกันนะครับ มีวันนึงผมเล่นเกมออนไลน์แล้วเจอหมออายุประมาร40ขึ้นไป เขาบอกว่าในยุค70-80เพื่อน ๆ คุณหมอและคุณหมอเชียร์ลิเวอร์พูลกันไม่มีใครเชียร์แมนฯยูฯเลย ทำให้ผมพอสรุปได้ว่าในยุคนั้น(70-80)ลิเวอร์พูลเป็นทีมยอดนิยม อาจจะเนื่องจากการเป็นแชมป์รายการต่าง ๆ ในสมัยนั้น ความไร้เทียมทานที่ไม่มีใครสู้ได้ เมื่อดูแมนฯยูฯในยุคนั้นแล้วไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลยนอกจากแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 1968ศักดิ์ศรียังเทียบไม่ได้แม้แต่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน 2สมัยติดกัน แมนฯยูฯในยุคนั้นเป็นแค่ทีมดาด ๆ ทีมนึงในดิวิชั่น 1เดิม แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาแมนฯยูฯประสบความสำเร็จมากกว่าลิเวอร์พูล มีคนตามเชียร์มากกว่า(อันนี้ผมประเมินเองแต่ไม่มีbiasนะครับขอบอก) ในยุค70-80คงไม่มีใครคิดว่าแมนฯยูฯจะได้รับความนิยมในยุคนี้ ไม่แน่เหมือนกันนะครับอีก10 20ปีข้างหน้าทีมอย่างเอฟเวอร์ตันอาจได้รับความนิยมมากกว่าแมนฯยูฯหรือลิเวอร์พูลก็ได้ เราอาจจะเห็นคนนั่งรอดูถ่ายทอดสดเอฟเวอร์ตันแข่ง ส่วนคู่แมนฯยูฯกับลิเวอร์พูลอาจจะมีแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ตามเชียร์มีถ่ายทอดสดมาเมืองไทยบ้างในบางสัปดาห์ ที่รู้สึกจะผ่านมาไม่นานมั้งในเรื่องเพจเจอร์ ยุคนึงสมัยนึงคนที่ใช้เพจเจอร์หรือวิทยุติดตามตัวเนี่ยจะเป็นคนที่ทันยุคทันสมัย คนให้การยอมรับกัน ยิ่งผู้ชายในยุคนั้นสมัยนั้นห้อยเพจเจอร์ไว้แถว ๆ หัวเข็มขัดยิ่งเท่ห์ระเบิดเลย แต่พอมายุคนี้ถ้าใครริอาจใช้เพจเจอร์สิเชยระเบิดเลย เป็นที่ขบขันของคนรอบข้างและมองคนที่ใช้ด้วยสายตาแปลก ๆ บางทีในอนาคตข้างหน้าถ้ามีใครเอาโทรศัพท์มือถือคุยแนบที่หูอาจเป็นเรื่องขบขันเหมือนๆกับมีคนใช้เพจเจอร์ในตอนนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ Second Best
ผมว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เป็นเรื่องชอบไม่ชอบมากกว่า ถ้าชอบแบบนี้ก็ฟังแบบนี้ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใครหนิ(ยกเว้นเปิดเสียงดัง ๆ อันนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน) แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นเรื่องมุมมองของคนและเวลาที่เปลี่ยนไป บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ผมขอยกตัวอย่างที่สนับสนุนประโยคที่ว่า บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ในเรื่องของการฟังเพลงก่อนก็แล้วกัน ถ้าถามคนยุคนี้ว่ารู้จักโปรเกรสซิฟ ร็อคมั้ย รู้จักPink Floyd มั้ย รู้จักวงDream theatreมั้ย รู้จักวงAerosmithมั้ย รู้จักThe Beatlesมั้ย รู้จักBee Geesมั้ย ผมว่ามีน้อยคนที่จะตอบว่ารู้จัก แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า รู้จักบริทนีย์ สเปียร์มั้ย รู้จักเจโลมั้ย ผมว่าถึงคนไม่ค่อยชอบฟังเพลงพวกนี้ก็ยังจะพอรู้จักอยู่บ้าง อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองที่เปลี่ยนไปพร้อม ๆ กับเวลา บางทีอีก10 20ปีข้างหน้าถ้าถามลูก ๆหลาน ๆ เราว่ารู้จักเจโลมั้ย คำตอบที่ได้อาจเป็นคำตอบเดียวที่เคยถามเราว่ารู้จักโปรเกรสซิฟ ร็อคมั้ย ประโยคนี้ผมว่าใช้ได้กับมุมมองของความรักได้ด้วยนะ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องก็เคยสัญญา(ผมดูหนังเรื่องนี้เพราะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์คู่กันของScrubb) ในหนังจะมีชาติหนึ่งที่พระเอกเกิดเป็นคนอาภัพรัก หาแฟนไม่ได้ ก็เลยไปทำพิธีหาคู่ ปรากฎว่าเนื้อคู่พระเอกในชาตินั้นเป็นหมา พระเอกเลยอธิษฐานให้ชาติต่อไปให้ตัวเองกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก ปรากฎว่าชาติต่อมาพระเอกกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก แต่กลับถูกมองว่าผิดปกติเพราะว่า สมัยนั้นการที่คนรักกับคนเป็นเรื่องวิปริตผิดเพศ คนสมัยนั้นจะต้องมีความรักกับสัตว์ถึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็เป็นตอนจบแบบหักมุมของหนังเรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องแต่งมีโอกาส0.000000001ที่จะเกิดขึ้นได้แต่ผมว่าคนเขียนบทเค้าต้องการสะท้อนคำพูดที่ว่า บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ผมว่าค่อนข้างตรงเลยทีเดียว แต่ผมว่าคนเขียนเขาไม่ได้ต้องการความสนุกอย่างเดียวแต่เขาต้องการสื่อมุมมองความรักในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับการรักในเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายรักกับชาย หญิงรักกับหญิง ซึ่งแต่ก่อนเรื่องแบบนี้ในสังคมเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม อัปปรีย์ ผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ยิ่งในบางยุคถึงกับมีบทลงโทษที่รุนแรงกับพวกที่วิปริตผิดเพศ แต่เดี๋ยวนี้สังคมก็ยอมรับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ตัวอย่างของคนดัง ๆ ที่เป็นแบบนี้แต่สังคมก็ยอมรับได้อย่างเช่น ดาเรน เฮย์สอดีตนักร้องวงSavage Gardenที่ยอมรับว่าเป็นเกย์และอยู่กินกันเปิดเผย หรือจะเป็นเอมิลีน โมเรสโมนักเทนนิสชาวฝรั่งเศสที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นดี้ อีกตัวอย่างนึงผมของยกบทกวีของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณี ในเรื่องพระอภัยมณีเป็นลูกกษัตริย์ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะปกครองบ้านเมืองต่อจากพระบิดา ในมุมมองของคนยุคนั้น(รัชกาลที่2มั้ง)จะมองว่าถ้าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินก็ควรร่ำเรียนวิชาการสู้รบ การทำสงคราม ตำราพิชัยสงครามหรืออะไรพวกนี้ แต่พระอภัยมณีกลับเลือกไปเรียนเป่าปี่ซึ่งคนในสมัยนั้นมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีหาความเจริญไม่ได้ แต่ถ้ามาดูในยุคนี้สิอาชีพเกี่ยวกับการแสดง ร้องเพลงซึ่งสมัยก่อนถูกหาว่าเป็นพวกเต้นกินรำกิน พอมาสมัยนี้กลับเป็นอาชีพ ๆ นึงที่คนใฝ่ฝันที่จะเป็น ผู้คนพากันนิยมชมชอบ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีซึ่งผิดกับสมัยก่อน ผมว่าสุนทรภู่เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทีเดียวที่มองไปไกลว่าอาชีพนี้จะได้รับความนิยมในยุคนี้บางทีท่านอาจจะทำนายอนาคตไว้ในบทกวีของท่านก็ได้ ดังนั้นไอ้พวกดาวินช่งดาวินชี่โค้ดหรือนอสตราดามุสไม่ต้องไปถ่งไปถอดรหัสมันแล้ว มาถอดสุนทรภู่โค้ดกันดีกว่าบางทีเราอาจจะเจอคำทำนายเด็ด ๆ เจ๋ง ๆ ก็ได้(5555) ผมว่าประโยคที่ว่านี้ใช้กับเรื่องเชียร์ฟุตบอลได้เหมือนกันนะครับ มีวันนึงผมเล่นเกมออนไลน์แล้วเจอหมออายุประมาร40ขึ้นไป เขาบอกว่าในยุค70-80เพื่อน ๆ คุณหมอและคุณหมอเชียร์ลิเวอร์พูลกันไม่มีใครเชียร์แมนฯยูฯเลย ทำให้ผมพอสรุปได้ว่าในยุคนั้น(70-80)ลิเวอร์พูลเป็นทีมยอดนิยม อาจจะเนื่องจากการเป็นแชมป์รายการต่าง ๆ ในสมัยนั้น ความไร้เทียมทานที่ไม่มีใครสู้ได้ เมื่อดูแมนฯยูฯในยุคนั้นแล้วไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลยนอกจากแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 1968ศักดิ์ศรียังเทียบไม่ได้แม้แต่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน 2สมัยติดกัน แมนฯยูฯในยุคนั้นเป็นแค่ทีมดาด ๆ ทีมนึงในดิวิชั่น 1เดิม แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาแมนฯยูฯประสบความสำเร็จมากกว่าลิเวอร์พูล มีคนตามเชียร์มากกว่า(อันนี้ผมประเมินเองแต่ไม่มีbiasนะครับขอบอก) ในยุค70-80คงไม่มีใครคิดว่าแมนฯยูฯจะได้รับความนิยมในยุคนี้ ไม่แน่เหมือนกันนะครับอีก10 20ปีข้างหน้าทีมอย่างเอฟเวอร์ตันอาจได้รับความนิยมมากกว่าแมนฯยูฯหรือลิเวอร์พูลก็ได้ เราอาจจะเห็นคนนั่งรอดูถ่ายทอดสดเอฟเวอร์ตันแข่ง ส่วนคู่แมนฯยูฯกับลิเวอร์พูลอาจจะมีแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ตามเชียร์มีถ่ายทอดสดมาเมืองไทยบ้างในบางสัปดาห์ ที่รู้สึกจะผ่านมาไม่นานมั้งในเรื่องเพจเจอร์ ยุคนึงสมัยนึงคนที่ใช้เพจเจอร์หรือวิทยุติดตามตัวเนี่ยจะเป็นคนที่ทันยุคทันสมัย คนให้การยอมรับกัน ยิ่งผู้ชายในยุคนั้นสมัยนั้นห้อยเพจเจอร์ไว้แถว ๆ หัวเข็มขัดยิ่งเท่ห์ระเบิดเลย แต่พอมายุคนี้ถ้าใครริอาจใช้เพจเจอร์สิเชยระเบิดเลย เป็นที่ขบขันของคนรอบข้างและมองคนที่ใช้ด้วยสายตาแปลก ๆ บางทีในอนาคตข้างหน้าถ้ามีใครเอาโทรศัพท์มือถือคุยแนบที่หูอาจเป็นเรื่องขบขันเหมือนๆกับมีคนใช้เพจเจอร์ในตอนนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ Second Best
ประโยคนี้ผมว่าใช้ได้กับมุมมองของความรักได้ด้วยนะ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องก็เคยสัญญา(ผมดูหนังเรื่องนี้เพราะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์คู่กันของScrubb) ในหนังจะมีชาติหนึ่งที่พระเอกเกิดเป็นคนอาภัพรัก หาแฟนไม่ได้ ก็เลยไปทำพิธีหาคู่ ปรากฎว่าเนื้อคู่พระเอกในชาตินั้นเป็นหมา พระเอกเลยอธิษฐานให้ชาติต่อไปให้ตัวเองกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก ปรากฎว่าชาติต่อมาพระเอกกับเนื้อคู่เกิดเป็นคนและสมหวังในความรัก แต่กลับถูกมองว่าผิดปกติเพราะว่า สมัยนั้นการที่คนรักกับคนเป็นเรื่องวิปริตผิดเพศ คนสมัยนั้นจะต้องมีความรักกับสัตว์ถึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็เป็นตอนจบแบบหักมุมของหนังเรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องแต่งมีโอกาส0.000000001ที่จะเกิดขึ้นได้แต่ผมว่าคนเขียนบทเค้าต้องการสะท้อนคำพูดที่ว่า บางทีเรื่องธรรมดาของวันโน้นกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์วันนี้ และเรื่องธรรมดาของวันนี้อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของวันโน้น ผมว่าค่อนข้างตรงเลยทีเดียว แต่ผมว่าคนเขียนเขาไม่ได้ต้องการความสนุกอย่างเดียวแต่เขาต้องการสื่อมุมมองความรักในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับการรักในเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายรักกับชาย หญิงรักกับหญิง ซึ่งแต่ก่อนเรื่องแบบนี้ในสังคมเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม อัปปรีย์ ผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ยิ่งในบางยุคถึงกับมีบทลงโทษที่รุนแรงกับพวกที่วิปริตผิดเพศ แต่เดี๋ยวนี้สังคมก็ยอมรับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ตัวอย่างของคนดัง ๆ ที่เป็นแบบนี้แต่สังคมก็ยอมรับได้อย่างเช่น ดาเรน เฮย์สอดีตนักร้องวงSavage Gardenที่ยอมรับว่าเป็นเกย์และอยู่กินกันเปิดเผย หรือจะเป็นเอมิลีน โมเรสโมนักเทนนิสชาวฝรั่งเศสที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นดี้ อีกตัวอย่างนึงผมของยกบทกวีของสุนทรภู่เรื่องพระอภัยมณี ในเรื่องพระอภัยมณีเป็นลูกกษัตริย์ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะปกครองบ้านเมืองต่อจากพระบิดา ในมุมมองของคนยุคนั้น(รัชกาลที่2มั้ง)จะมองว่าถ้าเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินก็ควรร่ำเรียนวิชาการสู้รบ การทำสงคราม ตำราพิชัยสงครามหรืออะไรพวกนี้ แต่พระอภัยมณีกลับเลือกไปเรียนเป่าปี่ซึ่งคนในสมัยนั้นมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีหาความเจริญไม่ได้ แต่ถ้ามาดูในยุคนี้สิอาชีพเกี่ยวกับการแสดง ร้องเพลงซึ่งสมัยก่อนถูกหาว่าเป็นพวกเต้นกินรำกิน พอมาสมัยนี้กลับเป็นอาชีพ ๆ นึงที่คนใฝ่ฝันที่จะเป็น ผู้คนพากันนิยมชมชอบ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีซึ่งผิดกับสมัยก่อน ผมว่าสุนทรภู่เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทีเดียวที่มองไปไกลว่าอาชีพนี้จะได้รับความนิยมในยุคนี้บางทีท่านอาจจะทำนายอนาคตไว้ในบทกวีของท่านก็ได้ ดังนั้นไอ้พวกดาวินช่งดาวินชี่โค้ดหรือนอสตราดามุสไม่ต้องไปถ่งไปถอดรหัสมันแล้ว มาถอดสุนทรภู่โค้ดกันดีกว่าบางทีเราอาจจะเจอคำทำนายเด็ด ๆ เจ๋ง ๆ ก็ได้(5555) ผมว่าประโยคที่ว่านี้ใช้กับเรื่องเชียร์ฟุตบอลได้เหมือนกันนะครับ มีวันนึงผมเล่นเกมออนไลน์แล้วเจอหมออายุประมาร40ขึ้นไป เขาบอกว่าในยุค70-80เพื่อน ๆ คุณหมอและคุณหมอเชียร์ลิเวอร์พูลกันไม่มีใครเชียร์แมนฯยูฯเลย ทำให้ผมพอสรุปได้ว่าในยุคนั้น(70-80)ลิเวอร์พูลเป็นทีมยอดนิยม อาจจะเนื่องจากการเป็นแชมป์รายการต่าง ๆ ในสมัยนั้น ความไร้เทียมทานที่ไม่มีใครสู้ได้ เมื่อดูแมนฯยูฯในยุคนั้นแล้วไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลยนอกจากแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 1968ศักดิ์ศรียังเทียบไม่ได้แม้แต่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน 2สมัยติดกัน แมนฯยูฯในยุคนั้นเป็นแค่ทีมดาด ๆ ทีมนึงในดิวิชั่น 1เดิม แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาแมนฯยูฯประสบความสำเร็จมากกว่าลิเวอร์พูล มีคนตามเชียร์มากกว่า(อันนี้ผมประเมินเองแต่ไม่มีbiasนะครับขอบอก) ในยุค70-80คงไม่มีใครคิดว่าแมนฯยูฯจะได้รับความนิยมในยุคนี้ ไม่แน่เหมือนกันนะครับอีก10 20ปีข้างหน้าทีมอย่างเอฟเวอร์ตันอาจได้รับความนิยมมากกว่าแมนฯยูฯหรือลิเวอร์พูลก็ได้ เราอาจจะเห็นคนนั่งรอดูถ่ายทอดสดเอฟเวอร์ตันแข่ง ส่วนคู่แมนฯยูฯกับลิเวอร์พูลอาจจะมีแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ตามเชียร์มีถ่ายทอดสดมาเมืองไทยบ้างในบางสัปดาห์ ที่รู้สึกจะผ่านมาไม่นานมั้งในเรื่องเพจเจอร์ ยุคนึงสมัยนึงคนที่ใช้เพจเจอร์หรือวิทยุติดตามตัวเนี่ยจะเป็นคนที่ทันยุคทันสมัย คนให้การยอมรับกัน ยิ่งผู้ชายในยุคนั้นสมัยนั้นห้อยเพจเจอร์ไว้แถว ๆ หัวเข็มขัดยิ่งเท่ห์ระเบิดเลย แต่พอมายุคนี้ถ้าใครริอาจใช้เพจเจอร์สิเชยระเบิดเลย เป็นที่ขบขันของคนรอบข้างและมองคนที่ใช้ด้วยสายตาแปลก ๆ บางทีในอนาคตข้างหน้าถ้ามีใครเอาโทรศัพท์มือถือคุยแนบที่หูอาจเป็นเรื่องขบขันเหมือนๆกับมีคนใช้เพจเจอร์ในตอนนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ Second Best
ผมว่าประโยคที่ว่านี้ใช้กับเรื่องเชียร์ฟุตบอลได้เหมือนกันนะครับ มีวันนึงผมเล่นเกมออนไลน์แล้วเจอหมออายุประมาร40ขึ้นไป เขาบอกว่าในยุค70-80เพื่อน ๆ คุณหมอและคุณหมอเชียร์ลิเวอร์พูลกันไม่มีใครเชียร์แมนฯยูฯเลย ทำให้ผมพอสรุปได้ว่าในยุคนั้น(70-80)ลิเวอร์พูลเป็นทีมยอดนิยม อาจจะเนื่องจากการเป็นแชมป์รายการต่าง ๆ ในสมัยนั้น ความไร้เทียมทานที่ไม่มีใครสู้ได้ เมื่อดูแมนฯยูฯในยุคนั้นแล้วไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลยนอกจากแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 1968ศักดิ์ศรียังเทียบไม่ได้แม้แต่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน 2สมัยติดกัน แมนฯยูฯในยุคนั้นเป็นแค่ทีมดาด ๆ ทีมนึงในดิวิชั่น 1เดิม แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาแมนฯยูฯประสบความสำเร็จมากกว่าลิเวอร์พูล มีคนตามเชียร์มากกว่า(อันนี้ผมประเมินเองแต่ไม่มีbiasนะครับขอบอก) ในยุค70-80คงไม่มีใครคิดว่าแมนฯยูฯจะได้รับความนิยมในยุคนี้ ไม่แน่เหมือนกันนะครับอีก10 20ปีข้างหน้าทีมอย่างเอฟเวอร์ตันอาจได้รับความนิยมมากกว่าแมนฯยูฯหรือลิเวอร์พูลก็ได้ เราอาจจะเห็นคนนั่งรอดูถ่ายทอดสดเอฟเวอร์ตันแข่ง ส่วนคู่แมนฯยูฯกับลิเวอร์พูลอาจจะมีแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ตามเชียร์มีถ่ายทอดสดมาเมืองไทยบ้างในบางสัปดาห์ ที่รู้สึกจะผ่านมาไม่นานมั้งในเรื่องเพจเจอร์ ยุคนึงสมัยนึงคนที่ใช้เพจเจอร์หรือวิทยุติดตามตัวเนี่ยจะเป็นคนที่ทันยุคทันสมัย คนให้การยอมรับกัน ยิ่งผู้ชายในยุคนั้นสมัยนั้นห้อยเพจเจอร์ไว้แถว ๆ หัวเข็มขัดยิ่งเท่ห์ระเบิดเลย แต่พอมายุคนี้ถ้าใครริอาจใช้เพจเจอร์สิเชยระเบิดเลย เป็นที่ขบขันของคนรอบข้างและมองคนที่ใช้ด้วยสายตาแปลก ๆ บางทีในอนาคตข้างหน้าถ้ามีใครเอาโทรศัพท์มือถือคุยแนบที่หูอาจเป็นเรื่องขบขันเหมือนๆกับมีคนใช้เพจเจอร์ในตอนนี้ก็ได้ใครจะไปรู้ Second Best
Second Best