Article

รักแห่งสยามกับมายาคติ

อาจจะดูเนิ่นนานกับหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายไปนานแล้ว  แต่บทวิเคราะห์นี้เป็นรายงานของวิชาคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา  โดยเนื้อหาที่วิเคราะห์ไม่ได้หนักไปทางวิชาการมากเกินไปและเกี่ยวกับหนังเลยลองเอามาลงดู

การวิเคราะห์โดยใช้เรื่องมายาคติมาจับจะต่างจากการวิเคราะห์วิจารณ์หนังทั่วไปคือ  การวิเคราะห์มายาคติจะไม่ได้พูดถึงตัวละครเป็นยังไง  ทำไมคนแต่งถึงคิดยังงี้  สะท้อนค่านิยมอะไรในปัจจุบัน  แต่การวิเคราะห์ทางมายาคติจะเน้นไปในในเรื่องของ"สัญญะ"  คือ ในหนังหรือในโฆษณามีสัญลักษณ์อะไรที่ซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง  ภาพภาพนึงอาจมีภาพอื่น ๆ ซ้อนอยู่มากมาย  อย่างเช่น  โฆษณาผงซักฟอก  ที่จะใช้ฟองในการโฆษณา  ฟองตรงนี้จะแฝงด้วยสัญญะคือ  ความฟุ่มเฟือย  ฟุ้งเฟ้อและในการรับรู้ว่าถ้ามีฟองแสดงว่าต้องกำจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในเนื้อผ้าออกอย่างหมดจด

หนังสือที่แนะนำให้อ่าน

มายาคติ  ของ  Roland Barthes  แปลโดย  วรรณพิมล  อังคศิริสรรพ

 

สยาม

            ในความรู้สึกของคนทั่วไป  มีความหมายมากกว่าคำว่า  ชื่อเรียกประเทศไทยในอดีต  คำ ๆนี้เป็นคำเก่า  ถ้าใครขืนเอามาใช้คงดูแปลกและเชย  อย่างเช่น  เราเป็นคนสยามนะ  สยามสู้ ๆ   ดังนั้นคำว่าสยามจึงถูกแทนด้วยคำว่าไทย  ประเทศไทย

            แต่คำนี้มันก็ยังไม่ตายและใช้อย่างแพร่หลายในการรับรู้แบบใหม่ในคำเดิมที่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ(Civilization)  แหล่งศูนย์รวมความทันสมัย  วัยรุ่น  แฟชั่น  ความเป็นพลวัตร(Dynamic)  ไม่หยุดนิ่ง  ใครมาที่นี่  หมายความว่าเราไม่ตกยุค  เราทันสมัยนะ  ฯลฯ  คล้าย ๆ กับที่เราไปเวียนเทียนที่วัดในวันสำคัญแสดงว่าเราเป็นคนดีนะ  เพราะวัดเป็นสัญลักษณ์ของความดี(แต่คนที่ไปจะดีหรือชั่วมันก็อีกเรื่องนึง)

            เมื่อคนได้ยินชื่อนี้นอกจาความหมายที่หมายถึงประเทศไทยแล้ว  ทำให้คนดูนึกถึงความทันสมัย  ความเจริญ  เป็นการดึงมายาคติที่ถูกสร้างไว้ออกมา  ทำให้เกิดความอยากที่จะดู  เพราะ  มันคือที่ที่เจริญ  ทันสมัย  คล้าย ๆ กับเราอยากไปเดินสยามยังไงยังงั้น

            ในหนังตอกย้ำคำว่าสยามที่แทนความเจริญด้วยฉากต่าง ๆ เช่น

1.      ฉากแรกที่มิวกับโต้งเจอกันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี คือ เจอกันที่สยาม  เพราะมาเดินสยาม

2.      ฉากที่โต้งกับโดนัท(แฟนโต้ง)ไปกินไอติมไปเดินซื้อของก็เกิดในสยาม

3.      ฉากที่มิวขึ้นคอนเสิร์ตก็ไปเล่นกันที่สยาม

รักแห่งสยามกับคำว่าหนังเกย์

การที่คนที่ดูและยังไม่ได้ดู(ได้ยินจากเพื่อน,ในเน็ต)  ให้นิยามหนังเรื่องนี้ว่าหนังเกย์  ก็เพราะ  ตอนเด็ก ๆ เราถูกสร้างด้วยมายาคติจากหลาย ๆ อย่าง  จนทำให้เรายอมรับในฟังก์ชันบางอย่างที่อยู่ในสังคมดังเช่น  เรื่องของเล่นของโรล็อง  บาร์ตส  เขียนถึงว่า  เป็นการจำลองชีวิตผู้ใหญ่ให้เด็กยอมรับในสิ่งนั้น  อาจจะถูกหรือไม่ไม่มีใครทราบได้ขึ้นอยู่กับจารีตในสังคมนั้น ๆ

ตอนเด็ก  ๆเราถูกสร้างและให้จดจำว่าผู้ชายต้องรักกับผู้หญิง  แต่งงานและมีครอบครัว  ในหนังก็มีการยืนยันมายาคตินี้  ตอนที่สุนีย์แม่ของโต้งมาคุยกับมิวเรื่องความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน  สุนีย์บอกมิวว่า  โต้งจบมาทำงานและจะมีครอบครัวที่อบอุ่น  มิวนี่มันคือชีวิตจริงนะ

อีกตัวอย่างที่เห็นได้อีกคือพ่อแม่เรา  การ์ตูน  นิทานสำหรับเด็ก  ถ้าเป็นเรื่องเพศก็จะชี้ถึงความรักที่ผู้ชายรักกับผู้หญิง  อย่างเช่น  ซินเดอเรลล่า  สโนไวท์  ที่จะจบแบบHappy Ending  ทั้ง ๆ ที่ในโลกความเป็นจริงต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

ของเล่นก็จะชี้ให้เรารู้เพศสภาพและยอมรับมันอย่างชัดเจน  เด็กผู้ชายจะเล่นของเล่นพวกปืน  หุ่นทหาร(Toy Soldiers)  ลูกบอลพลาสติก  เด็กผู้หญิงจะเล่น  ตุ๊กตา  เล่นแต่งตัว  แต่งหน้า  เสริมสวยจำลอง  ฯลฯ  ในส่วนของหนังก็รับอิทธิพลของมายาคตินี้ด้วย  คือ  ฉากก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ  โต้งและเพื่อน ๆ ผู้ชายจะพากันเตะบอลฆ่าเวลา  เพื่อรอเข้าแถวเคารพธงชาติ,ในขณะที่มิวทำกิจกรรมที่ขัดกับมายาคติที่สร้างให้เป็นผู้ชาย  อย่างเช่น  เล่นเปียโน  เป็นการบอกเป็นนัย ๆ แก่คนดูว่า  เขาไม่ใช่ผู้ชายแท้ ๆ

ดังนั้นในหนังมิวกับโต้งรักกัน  แต่เป็นชายรักชาย  เรื่องนี้จึงถูกเรียกว่า หนังเกย์  จากมายาคติที่เราถูกสร้างขึ้น  แต่ปัจจุบัน  ฟังก์ชันบางอย่างมันเริ่มใช้ไม่ได้แล้วและไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางไหน  อย่างเช่น  มายาคติที่บอกว่าชายหญิงรักกันจะต้องแต่งงานกัน  ในสังคมปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด  จะเห็นได้จากสามีภรรยาหลายคู่  เมื่อรักกันก็อยู่ด้วยกันเลย  ไม่มีพิธีแต่งงาน(ที่เป็นสัญลักษณ์ของคำว่าsex)  เพราะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ  ที่ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ทรัพยากรมีมาก  สังคมเป็นสังคมเล็ก  สังคมชนบท  มีพิธีรีตรอง  ถ้าอยู่ด้วยกันเลย  คงจะอยู่ในสังคมนั้นไม่ได้

ตัวหนังพยายามชี้ให้เห็นว่ามายาคติที่ว่าชายต้องรักกับหญิง  ฟังก์ชันมันเริ่มจะติดขัดทำงานไม่ได้แล้ว  เห็นได้จากสังคมปัจจุบัน  มีชายรักกับชาย  หญิงรักกับหญิง(ทอมดี้)  การรักกันในเพศเดียวกัน(Homophobia)  มีมากขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้น  ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นไปทิศทางไหนในอนาคต  แต่มันได้เกิดขึ้นแล้วในสังคม

ทำไมในหนังต้องเป็นฤดูหนาวและอยู่ในช่วงคริสต์มาส

            ในหนังมีสัญลักษณ์ที่บอกความเป็นฤดูหนาวคือ  ตัวแสดงใส่เสื้อกันหนาว,การประดับประดาร้านรวงต่าง ๆ ในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่  ทำไมถึงเลือกฤดูหนาว  ทำไมไม่เลือกฤดูร้อนเหมือนเรื่องปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น  ฤดูฝนเหมือนเรื่องSeason Changes

            แสดงว่าฤดูหนาวต้องมีสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เป็นมายาคติ(นอกจากที่หนังเข้าฉายช่วงปลายปีเพื่อให้mimicกับในหนัง)  ฤดูหนาว  ปีใหม่  คริสต์มาส  เป็นสัญลักษณ์ชุดเดียวกันคือ  เป็นสัญลักษณ์ของความสุขหรือที่พากันเรียกว่าเทศกาลแห่งความสุข  เมื่อคนดูเห็นว่าเป็นฤดูหนาว  จะเป็นการดึงมายาคติที่เป็นตัวแทนของความสุขออกมา  นึกย้อนไปในช่วงนี้ของปีก่อนหรือปลาย ๆ ปีที่ผ่านมาที่ตนมีความสุขในช่วงนั้น

            แต่หนังก็สร้างให้ตัวละครในเรื่องไม่มีความสุขตามมายาคติของฤดูหนาว  คือ  มิวไม่สมหวังในความรัก  โต้งอยู่กับแม่และพ่อที่ติดเหล้าพี่สาวหายสาบสูญตอนไปเชียงใหม่สมัยเด็ก ๆ ไม่มีวันกลับมา  หญิงคนที่แอบชอบมิวก็ต้องอยู่กับความข้ำเมื่อมิวเป็นเกย์  และคำพูดที่ตอกย้ำความรู้สึกของหญิงคือ  หญิงก็เป็นเพื่อนที่ดีของเราคนนึง

บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิด

            ในหนังอาม่าของมิวสอนมิวเล่นเปียโนและแต่งเพลงให้คนที่เรารัก  จะเห็นได้ว่าอาม่ามีผลต่อความคิดของมิวเมื่อมิวโตเป็นผู้ใหญ่  มายาคติตรงนี้ต้องการจะบอกว่า  คนแต่ละคนจะมีบุคคล  ทฤษฎีอะไรบางอย่างในตอนเด็กที่จะมีอิทธิพลต่อแนวความคิดในอนาคต  อาจตั้งใจรับมาหรือรับมาโดยไม่รู้ตัว

            อย่างเช่น  มาเฟียคนหนึ่งในอิตาลี  ตอนเด็ก ๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม  เขายึดแบบอย่างหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนนึง  เพราะชื่นชอบอะไรบางอย่างในตัวหัวหน้าแก๊งคนนี้  และอยากเจริญรอยตามเขาเพื่อเป็นหัวหน้าแก๊งบ้าง

            หรืออย่างในเรื่องจันดารา  จันตอนเด็กอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยsexที่พ่อของตัวเองสร้างขึ้น  จันรับอิทธิพลในเรื่องsexมาจากพ่อโดยไม่รู้ตัวและโตมาก็ถอดแบบในเรื่องsexของพ่อแบบเต็ม ๆ

            ในเรื่องมังกรหยก  ก๊วยเจ๋งโตในชนเผ่ามองโกล  รับอิทธิพลแนวความคิดเรื่องความซื่อสัตย์จากเผ่ามองโกลของเตมูจิน(หรือเจงกิข่าน)  ซึ่งส่งผลต่อลักษณะอุปนิสัยของก๊วยเจ๋งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

การเรียนพิเศษ

            ในหนังจะมีฉากสุนีย์แม่ของโต้งส่งโต้งไปเรียนพิเศษ  จะสังเกตได้จากหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  จะมีเรื่องของการเรียนพิเศษมาเกี่ยวข้อง  ไล่ตั้งแต่

            หนังเรื่องบุญชู  เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนในหนังบุญชูเป็นเด็กสุพรรณฯ  อยากเรียนเกษตร ม.เกษตร  เพื่อนำมาใช้พัฒนาการเกษตรที่บ้าน(ตามมายาคติเด็กบ้านนอกคือ  ไม่ทันโลก  ซื่อสัตย์  ที่บ้านทำการเกษตร ฯลฯ)  บุญชูเข้ามาติวในกรุงเทพฯเพื่อติวสอบเข้ามหาลัย  แล้วก็มาเจอกลุ่มเพื่อน ๆ ที่มาติวเพื่อสอบเข้ามหาลัยเหมือนกัน  แต่เพื่อนส่วนใหญ่ของบุญชูอยากเข้าธรรมศาสตร์รวมทั้งโมฬีนางเอกในเรื่องที่อยากเรียนคณะวารสารศาสตร์(ตามมายาคตินางเอกหนังไทยสมัยก่อน คือ หน้าตาดี  อยากเรียนอะไรเกี่ยวกับการแสดง  สื่อ  หนังสือพิมพ์ ฯลฯ  และมักจะมีปัญหาคือที่บ้านไม่ให้การยอมรับ)  มีบางส่วนที่อยากเรียนม.เกษตร(แต่ยังไม่มีใครอยากเรียนจุฬาฯ)

            รุ่นถัด ๆ มาก็จะมี  ม.6/2ห้องครูวารี,อนึ่งคิดถึงพอสังเขป,น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ,Season Changes ฯลฯ  จะเห็นว่าหนังแต่ละเรื่องที่ยกมาจะมีจุดที่เหมือนกันคือการเรียนพิเศษ

            การเรียนพิเศษเป็นตัวที่บอกถึงว่า  สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการแข่งขัน  ทุกคนจะต้องsurvive ใครอ่อนแอจะอยู่ไม่ได้  ไล่ตั้งแต่ประถม(สำหรับโรงเรียนที่มีสอบเข้าป.1)  มัธยม  มหาลัย  คัดคนเข้ามาจากการสอบ  เด็กทุกคนต้องแข่งขันกัน  แก่งแย่งกัน  ส่งผลตอนเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความต้องการชนะ  ไม่ยอมเป็นผู้แพ้  จนลืมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เห็นอกเห็นใจมนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน

            การสอบคัดเลือกในแต่ละครั้งจะใช้คะแนนเป็นตัวชี้วัด  ทำให้สังคมนี้พากันบ้าตัวเลขกันไปหมด  อย่างในเรื่องการวิจัย  นักศึกษาหลายคนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาเชิงปริมาณ  เพราะคิดว่ามันมีตัวตน  จับต้องได้  sigไม่sigดูง่าย  และปฏิเสธการศึกษาเชิงคุณภาพ  เพราะมันดูเลื่อนลอย  เดา ๆ เมกได้  ทั้ง  ๆที่การศึกษาเชิงคุณภาพมันมีมีนนิ่ง  มีความหมายในตัว  ความรู้สึกตีเป็นตัวเลขไม่ได้หรอก

            แต่ในหนังก็เหมือนจะบอกว่ามายาคติเรื่องเรียนพิเศษไม่ใช่คำตอบของชีวิต  ไม่เรียนก็ไม่เห็นเป็นไร  ยังมีชีวิตอยู่ได้  ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าการเรียนพิเศษ  อย่างมิวก็เล่นดนตรี  แต่งเพลง  ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ นำผลงานไปเสนอค่ายเพลง

การใช้คำพูด  สัญลักษณ์  สิ่งของที่ทำให้คนดูสะเทือนใจ

            ในหนังเรื่องนี้พยายามจะใช้คำพูด  สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อดึง  มายาคติในด้านมืดเฉพาะบุคคลออกมา  มายาคติในด้านมืดของผมในที่นี้หมายถึง  จุดด่างพร้อยในชีวิต  เหตุการณ์ไม่น่าจดจำ  ความทรงจำที่เลวร้าย  ฯลฯ  ซึ่งแต่ละคนเจอสัญลักษณ์บางอย่างในหนังจะมีความรู้สึกไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน  บางฉาก  บางคำพูด  บางคนอาจจะอินจนร้องไห้  ในขณะที่บางคนกลับเฉย ๆ

            ในฉากสุดท้ายที่บ้านของโต้ง  คือ  ครอบครัวของโต้งตอนเด็ก ๆ มี 4 คนคือ  กรพ่อโต้ง  สุนีย์แม่โต้งและแตงพี่สาวโต้ง  ตอนไปเที่ยวเชียงใหม่  แตงขอไปปีนเขากับเพื่อน ๆ ต่อ  กรอนุญาต  ปรากฏว่าแตงหายสาบสูญ(แต่สันนิษฐานว่าน่าจะตกเขาตาย)  กรรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเอง  และกลายเป็นคนติดเหล้า  ภาระทุกอย่างจึงตกอยุ่ที่สุนีย์  ผ่านไปหลายปี  จูนพนักงานบริษัทเพลงดันหน้าตาคล้ายแตง  โต้งจึงเอาจูนมาหาพ่อเพื่อให้พ่อเลิกเหล้า  ให้พ่อเห็นว่าแตงกลับมาแล้ว  แต่สุดท้ายพ่อก็รู้ความจริง 

            ในฉากวันคริสต์มาสครอบครัวโต้งอยู่กัน 3 คนคือ กร สุนีย์ โต้ง  เพื่อจะฉลองวันคริสต์มาส(ครอบครัวโต้งเป็นคาทอลิก)  ฉากนั้นสุนีย์พูดกับโต้งว่า  ครอบครัวเรามีกัน 3 คน  ประโยคนี้ถ้าครอบครัวใครเคยเจอมรสุมชีวิต  อย่างเช่น  ธุรกิจที่บ้านล้มละลาย  พ่อหย่ากับแม่  ฯลฯ  ประโยคข้างต้นมันมีมีนนิ่งของมันที่จะสะกิดมายาคติด้านมืดของคนที่เคยเจอเหตุการณ์นั้นมา

            อีกฉากคือ  ฉากที่มิวไปห้องหญิงทำให้ทราบว่าหญิงแอบรักมิวแบบบ้าคลั่ง  เมื่อเห็นรูปถ่ายตัวเองร้อยกว่ารูป  ดอกกุหลาบแห้ง ๆ 99 ดอก(ในหนังตำราบอกว่าถ้ามอบดอกกุหลายไม่มีหนาม 99 ดอกให้คนที่เรารักคน ๆ นั้นจะรักเราตอบ)  เส้นผมของตัวเอง  หมวดรด.ที่หายไป  ที่อยู่ใต้เตียง  ในฉากนั้น  มิวสงสัยประโยคนึงในเพลงจีนว่าแปลว่าไง  หญิงเลยลงไปถามแม่  พอขึ้นมาก็เห็นมิวนั่งดูรูปตัวเองที่ดึงมาจากใต้เตียง  หญิงบอกความหมายประโยคเพลงนั้นว่า

            ถ้าหากมีความรักก็ย่อมมีความหวัง

            มิวเลยถามกลับไปว่า

            แล้วหญิงยังจะหวังอยู่ปะ

            หญิงตอบไปว่า

            แล้วเราควรจะหวังอยู่มั้ย

            มิวยิ้มที่มุกปากแล้วบอกว่า

            หญิงเป็นเพื่อนที่ดีของเราคนนึง

ถ้าใครเคยมีประสบการณ์กับคนที่เราชอบแล้วเขารู้ว่าเราชอบเขาขนาดไหน  แต่สุดท้ายได้รับการปฏิเสธ  มายาคติตรงนี้จะเป็นตัวดึงความรู้สึกแบบนี้ของคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาอีกครั้ง

ถ้าใครมีประสบการณ์เลวร้ายมาก ๆ แล้วมาดูหนังเรื่องนี้เหตุการณ์บางอย่างอาจไม่ตรง  แต่เทียบเคียงหรือเป็นสัญลักษณ์ที่จะเชื่อมให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นได้  แล้วก็มีหลายคนเหมือนกันที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้

 

 

เพลง  ยังอยากรู้  by  Scrubb feature เอิ้น พิยดา

 

 

 

เนื้อเพลง ยังอยากรู้

Scrubb: อาจมีคำถามที่มีมากมาย ที่ยังค้างคา ว่าทำไมฉันต้องมารักเธอ
แต่มันก็เหมือนสายไป ถ้าจะค้นเจอ ในวันที่ฉันรักเธอหมดใจ

ก็นั่งลงนึกภาพเธอไปอีกหลายปี หน้าตาแบบนี้ แต่ฟันหายไป
แต่ที่ยังรัก รัก เธอฉันเองมั่นใจ ไม่รู้ ว่าเธอคิดอย่างไร

ฉันเองก็ยัง อยากรู้ ถ้าวันหนึ่งเธอไม่สบาย
ในวันที่เธอนั้นแก่ สายตาเริ่มแย่ อยากให้ใคร มาเดินอยู่ใกล้ๆ
หรือว่าไม่เคย คิด

Earn : ไม่เคยคิดเลย ว่าจะเป็นใคร เพราะว่ารู้ดี ว่าทั้งหัวใจ
ฉันมีเธอเท่านั้น ที่อยู่ในใจฉัน ตลอดเวลา

Scrubb: ไม่ใช่ชายในฝัน

Earn : มากกว่าความฝัน เพราะเธอมีอยู่จริง คนที่เข้าใจฉันในทุกสิ่ง
ที่ฉันนั้นเป็นอยู่ และอยากจะขอให้เธอนั้น อยู่ข้างฉันตลอดไป

Scrubb: ฉันเองก็ยัง อยากรู้ ถ้าวันหนึ่งเธอไม่สบาย
ในวันที่เธอนั้นแก่ สายตาเริ่มแย่ อยากให้ใครมาเดินอยู่ใกล้ๆ
หรือว่าไม่เคย.... คิด

Earn : ไม่เคยคิดเลย ว่าจะเป็นใคร เพราะว่ารู้ดี ว่าทั้งหัวใจ
ฉันมีเธอเท่านั้น ที่อยู่ในใจฉัน ตลอดเวลา

Scrubb: ไม่ใช่ชายในฝัน

Earn : มากกว่าความฝัน เพราะเธอมีอยู่จริง คนที่เข้าใจ ฉันในทุกสิ่ง
ที่ฉัน นั้นเป็นอยู่ และอยากจะขอให้เธอนั้น อยู่ข้างฉันตลอดไป