Frankie8theseries

ส่องประเทศไทย

ตอนที่ 2 We've been betrayed

 

อ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่

บางซื่อ

บริษัท วอทช์ ไทยแลนด์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนสำนักงานหรือออฟฟิศมี 2 ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นส่วนของกองบรรณาธิการ ฝ่ายการตลาด การเงิน การบัญชี งานบริหาร ชั้นบนเป็นห้องทำงานของบอสและห้องประชุม ส่วนที่สองเป็นส่วนของโรงพิมพ์

เขาไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองที่กองบรรณาธิการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบทความและเอาข้อมูลเซฟลงในเครื่อง

เนื่องจากคอลัมนิสต์ในส่องประเทศไทยมาจากหลายสาขาอาชีพ บางคนเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญ บางคนประจำกองบรรณาธิการ แต่จะทำงานประจำหรือพาร์ทไทม์ บอสจะมีโต๊ะทำงานให้ทุกคนเพื่อความสะดวกในการทำงาน

เวลาเข้ามาในออฟฟิศจะเป็นภาพปกติมาก ที่เห็นคนทำงานบนโต๊ะไม่กี่คน อีกทั้งบอสให้อิสระกับนักเขียนเต็มที่ จะเข้าจะออกตอนไหนก็ได้ ขอเพียงแค่มีงานดีๆส่งตามกำหนดก็พอ

"ถ้ามาแล้ว มาเล่นเกมส์ แชท ไฮไฟฟ์ ก็อย่ามาดีกว่า ทำตัวให้พร้อมจริงๆถึงมาทำงาน" บอสบอกอย่างงั้น

บ่ายโมง

เมื่องานของเขาเรียบร้อยดีแล้ว เขาหยิบเอกสาร ข้อมูลทั้งหมดลงในซองสีน้ำตาล เพื่อนำไปส่งบอส

ชั้นบน

คุณปวีณาเลขานุการกำลังนั่งทำงานบนโต๊ะทำงานหน้าห้องบอส

"บอสกำลังคุณกับผู้รับเหมาอยู่ค่ะ รอก่อนนะคะ"

"อ่อ ครับ"

"ยอดขายส่องประเทศไทยโตเร็วมาก ไม่เพียงพอความต้องการของตลาด บอสเลยมีแผนจะขยายจำนวนที่พิมพ์ต่อสัปดาห์ค่ะ"

"เหมือนจะขายดีจริงๆนะครับ ลูกค้าบางท่านสั่งจอหนังสือที่ร้าน ก่อนวันวางแผงส่องประเทศไทยซะอีก"

 "บอสให้พบแล้วค่ะ"

ห้องบอส

"นั่งก่อนคุณไชยพัฒน์ ช่วงนี้กำลังยุ่งๆกับการขยายโรงพิมพ์อยู่ ตั้งแต่ออกฉบับแรกมา เราขายหมดทุกอาทิตย์เลย สปอนเซอร์เข้ามาเยอะด้วย มาได้ไกลขนาดนี้ก็เพราะคอลัมน์ของอากิกนี่แหละ"

"ถ้าไม่ได้ความกล้าบ้าเลือด ไม่กลัวขาดทุนของบอส คงไม่มีอากิกวันนี้หรอกครับ"

เขาพูดพลางหยิบแฟ้มสีน้ำตาลยื่นแก่บอส

"ต้นฉบับพร้อมไฟล์ข้อมูลครับบอส"

"วางไว้ตรงนั้นหละ ปกติผมให้ครั้งละ 5 หมื่น งานนี้ใหญ่หน่อย ผมให้แสนนึงเลยแล้วกัน"

บอสหยิบเช็คในลิ้นชักขึ้นมา เซ็นตัวเลขหนึ่งแสนให้เขา ครั้งนี้เขาได้ค่าตอบแทนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แม้แต่ตอนที่แฉรัฐมนตรีสมชาย วารีพินิจยังได้ 8 หมื่นเอง

เขาเดินออกจากห้องบอส พูดคุยเล็กน้อยกับคุณปวีณา แล้วเดินออกจากออฟฟิศ เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีบางซื่อ

เขากดโทรศัพท์ถึงทัศน์ คิด รามเรื่องเงิน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ทั้ง 3 คน

ขณะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า มีชายวัยกลางคน สวมแว่นตาดำ เดินมาขายล็อตเตอรี่เบื้องหน้าเขา

"ล็อตเตอรี่มั้ยครับ"

"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ซื้อล็อตเตอรี่ตั้งแต่เครื่องบินชนตกเวิล์ดเทรดแล้ว"

"แต่ผมมีตัวที่คุณอยากได้นะครับ"

"ตัวไหนล่ะ" 

"808"

เขานิ่งไปพักนึง

 "งั้นผมเอาใบนึง"

เหงื่อเขาเริ่มแตกพล่าทั่วร่างกาย ประโยคที่สนทนากับคนขายล็อตเตอรี่ คือรหัสที่ใช้ติดต่อกันเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น เนื่องจากงานแบบนี้เกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ พวกเขาจึงคิดรหัสลับขึ้นมาติดต่อกันเมื่อเกิดอันตราย

808 คือ SOS

เขาพลิกด้านหลังลอตเตอรี่ขึ้นมาอ่าน

ถูกตาม อย่าใช้มือถือ ตามหาปลาร้าริมน้ำ

 อ่านเสร็จเขานำล็อตเตอรี่เข้าปากเคี้ยวแล้วกลืน วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามแกะรอยรหัสได้ ถ้าเกิดถูกจับได้

ขั้นแรก เขาต้องสลัดจากการติดตามให้ได้ ในโน้ตบอกว่าห้ามใช้มือถือ แสดงว่าคนร้ายติดตามเขาโดยใช้การจับสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้เดินสะกดรอย

เขาขึ้นรถแท็กซี่มาลงบิ๊กซีวงศ์สว่าง เข้าห้องน้ำ เลือกห้องด้านในสุด ในเมื่อคนร้ายไม่ได้เดินตาม คนร้ายจับสัญญาณมือถือว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาจึงวางมือถือไว้บนชักโครก ล็อกประตูห้องน้ำจากด้านใน แล้วปีนออกมา กว่าคนร้ายจะเห็นว่าสัญญาณมือถือไม่เคลื่อนไหว กว่าจะตามมาถึงห้องน้ำและกว่าจะทราบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องน้ำ อย่างน้อยๆน่าจะใช้เวลา 20 นาที เวลาเท่านี้เขาน่าจะสลัดจากการติดตามได้

เขาออกจากบิ๊กซีวงศ์สว่าง แล้วมาลงตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ เพื่อความปลอดภัย เขาถึงกับเปลี่ยนแท็กซี่ถึง 3 คัน ระหว่างที่เดินทางมา

เขาเดินวนที่เดิม 2 รอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมาจริง เขารู้สึกโล่งอกขึ้นมานิดนึงที่สามารถหนีการสะกดรอยของคนร้ายได้ เขาอยากนึกขอบคุณพระเจ้า ไม่สิพระพุทธเจ้า ไม่ได้อีก พุทธศาสนาสเชื่อผลของการกระทำ เออ อะไรก็ได้ที่ช่วยให้เขาปลอดภัย

เขาหยิบเหรียญสิบในกระเป๋าให้แก่ขอทานบนสะพานลอย

"ทำบุญสะเดาะเคราะห์ก็แล้วกัน" เขาคิดในใจ

เขาเดินเข้าไปในตรอกซอยเล็กๆ ทัศน์ คิด รามจะมีชะตากรรมเป็นอย่างไร คนที่ลงมือน่าจะเป็นรองจันทรา

คนที่ขายพวกเขา คงหนีไม่พ้นบอส แต่เขาไม่เข้าใจ ทำไมบอสต้องขายพวกเขา ในเมื่อบอสต้องการสะท้อนสังคม รึว่ารองจันทราให้เงินจำนวนมาก จนบอสปฏิเสธไม่ได้ เขายิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ

เขาหยุดยืนที่หน้าร้านโชว์ห่วย ร้านนี้มีสภาพเก่า ทรุดโทรม กระจกบนโต๊ะมีฝุ่นจับเขรอะ ไม่มีชื่อร้าน ที่ร้านขายสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าเบ็ดเตล็ดเท่าที่ร้านจะบรรจุได้

เท่าที่เขาเห็นจะมีน้ำตาลทราย น้ำตาลทรายขาว ข้าว เกลือ ไต้ ถ่าย เตาไฟ แห ปูนขาว ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ในร้านมีชายแก่อายุประมาณ 60 ร่างผอมเกร็ง ใส่เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงขาสั้น กำลังนั่งแบ่งน้ำตาลจากถังใส่ถุงเล็ก

"ซื้อปลาร้าหน่อยครับ" เขาเอ่ยขึ้น

ชายแก่หยุดพักนึง หันหน้ามาหาเขาช้าๆ

"ปลาร้าไม่มีมีแต่ปลาซิวจะเอามั้ยพ่อหนุ่ม" ชายแก่เอ่ยขึ้น

"ปลาซิวกินแล้วอ้วก ไม่เอาหรอก"

ชายแก่เสื้อกล้ามขาวยืนขึ้น พร้อมพูดว่า "ตามมา"

นี่ก็เป็นรหัสลับที่พวกเขาสร้างขึ้น เอาไว้ใช้เป็นรหัสผ่าน เข้าที่'หลบภัย' และเป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่งถ้าหากถูกสะกดรอยได้

ที่จริงพวกเขาได้สร้างรหัสผ่านเข้าออกอีกชุดนึง ใช้ในกรณีที่ถูกจับตัวได้ แล้วถูกบังคับให้บอกรหัสลับ รหัสนี้จะเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังมีอันตราย จะต้องรีบทำอยางใดอย่างหนึ่งหรือรีบหนีก็แล้วแต่สถานการณ์

เขาเพิ่งเห็นชายแก่คนนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน เขาทราบพอคร่าวๆแค่ว่า สถานที่ที่ใช้หลบซ่อนอยู่ไหน ลักษณะเป็นอย่างไร จากการที่เขาคุยกับทัศน์ คิด ราม ได้ข้อตกลงว่าเซฟเฮ้าส์ที่จะใช้ต้องมีเสบียงอาหารที่สามารถอยู่ได้ 7-15 วัน มียา เวชภัณฑ์ อาวุธ คอมพิวเตอร์ สถานที่ที่มีตามที่ต้องการและคนไม่สงสัยคือ ร้านโชว์ห่วยนั่นเอง

 เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องได้ใช้เซฟเฮ้าส์ แต่ด้วยการงานที่เสี่ยงอันตราย เจาจึงต้องมีแผนสำรองไว้ทุกเมื่อ

รามเป็นคนติดต่อเรื่องสถานที่ คนเฝ้าร้าน เนื่องจากที่บ้านรามขายของ

เขาเดินเข้าไปหลังร้าน เห็นทัศน์นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนกำลังค้นหาอะไรสักอย่าง

ที่ลำตัว แขน ขาของทัศน์ถูกพันด้วยผ้าพันแผล ทัศน์หันหน้ามาทางเขา

"รู้จักตาเศษเหล็กยังพี่"

 ชายแก่เจ้าของร้านโชว์ห่วยชื่อว่าตาเศษเหล็ก

"ไอ้รามมันไปเจอตาเขาตอนไปหาข้อมูลที่สระแก้ว"

ตาเศษเหล็กยื่นขวดน้ำเย็นให้เขา เขารับมาพร้อมกับกระดกลงคอ

"ผมจะเริ่มจากเหตุการณ์เมื่อคืนก็แล้วกัน" ทัศน์เอ่ยขึ้น

"เมื่อคืนหลังจากกลัลจากกินข้าว พวกเราขึ้นแท็กซี่กลับห้อง ตอนถึงทางเปลี่ยวมีมอเตอร์ไซค์ขับตามมาด้วยความเร็ว พอมอเตอร์ไซค์คันนั้นขับประชิดแท็กซี่ฝั่งคนขับ ชายที่ซ้อนท้ายชักปืนออกมารัวยิงใส่รถอย่างบ้าคลั่ง จนรถพลิกคว่ำไปอีกทาง แล้วพวกมันก็ขับหนีไป"

"ผมไม่โดนกระสุนเพราะนั่งฝั่งตรงข้ามที่มันยิง แต่ผมบาดเจ็บตอนรถพลิกคว่ำ ผมพยายามงัดประตูออกมา แล้วสำรวจในรถพบว่า คนขับแท็กซี่กับไอ้รามตายคาที่ เนื่องจากนั่งฝั่งที่พวกมันยิงพอดี ไอ้คิดมันยังไม่ตาย แต่ถูกกระสุนยิงต้นขา เดินออกมาไม่ได้"

"ผมพยายามจะช่วยมันออกมา แต่ไอ้คิดบอกให้ผมหนีไป แล้วค่อยตามคนมาช่วย ตอนนั้นผมสองจิตสองใจว่าจะหนีหรืออยู่ช่วยมันดี ผมคิดว่าถ้าหนีแล้วตามคนมาช่วยน่าจะดีกว่า เพราะตอนนี้ผมก็บาดเจ็บเหมือนกัน ผมเลยหนีออกมา ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะ ขณะที่ผมหนีได้พักนึง ผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากทิศที่รถคว่ำ"

"พวกมันคงตามมาซ้ำอีกทีเพื่อความชัวร์ ถ้าผมอยู่ช่วยไอ้คิดคงตายกันหมด"

 คนที่ถูกเก็บตกคือ คิด

"ผมนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกมาจากแถวนั้น แล้วมาขึ้นแท็กซี่ ตอนอยู่ในรถผมพยายามวิเคราะห์ว่าพวกมันตามพวกเรามาได้ยังไง ในเมื่อพวกเราระมัดระวังตลอดเวลา ก่อนขึ้นรถกลับก็แยกย้ายเดินวนที่เดิม 2 รอบ เส้นทางกลับที่พักก็เปลี่ยนตลอด ดังนั้น พวกมันน่าจะตามสัญญาณมือถือของพวกเราและน่าจะดักฟังโทรศัพท์ได้ คิดได้ดังนั้น ผมเลยลงจากแท็กซี่ ทิ้งมือถือไว้ในรถ แล้วค่อยขึ้นแท็กซี่คันใหม่"

"ส่วนพี่ พวกมันคงรอให้พี่ส่งต้นฉบับก่อนค่อยเก็บ ผมเลยให้ตาเศษเหล็ก จ้างคนมาดักรอพี่หน้าออฟฟิศ ยังไงวันนี้พี่ต้องเข้าออฟฟิศอยู่แล้ว"

"ถ้าเราปิดมือถือมันจะตามได้มั้ย" เขาถามขึ้น

"ได้นะพี่ มันตามจากตัวซิมการ์ด ปิดหรือเปิดก็ตามได้ และมันสามารถเช็คปลายสายที่โทรหาเราว่าอยู่ที่ไหนได้ด้วย"

"บอสหักหลังเรา รองจันทราคงให้ค่าขายพวกเราเป็นจำนวนมหาศาล มันถึงได้กล้าขายพวกเรา"

"เดิมพันด้วยตำแหน่งนายก จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ใช้กี่ชีวิต คงต้องยอมเสีย"

"บอสมันชื่ออะไรพี่" ทัศน์ถามขึ้น

"วิญญู วงษ์กบ"

"ผมหามาหลายชั่วโมงแล้ว ยังไม่พบข้อมูลของมันเลย ถ้าเคยเป็นนักธุรกิจก็น่าจะมีข้อมูลให้สืบได้บ้าง"

"เรื่องมันชักจะยังไงแล้วสิ พี่ก็ไม่เคยตรวจสอบประวัติมันว่ะ เห็นพูดจาน่าเชื่อถือ มันอาจทำธุรกิจมืด แล้วมาทำนิตยาสารเพื่อฟอกเงินมันก็ได้"

ตาเศษเหล็กเรียกทั้ง 2 คนมาทานข้าว บนโต๊ะวางไว้ด้วยต้มผัก ปลาเค็ม ปลาทูทอด ต้มไข่

"อาหารการกินอาจจะไม่ค่อยสะดวกหน่อยนะ" ตาเศษเหล้กเอ่ยขึ้น 

หลังทานข้าวทัศน์ยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนเขากำลังคุยกับตาเศษเหล็กเกี่ยวกับชีวิตของแก

"พี่มาดูข่าวนี้พี่" ทัศน์ร้องบอกเขา

   เกิดไฟไหม้แฟลตย่านบ่อนไก่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว สาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ชาวบ้านสังเกตเห็นเพลิงไหม้จากห้อง1407 ซึ่งเป็นห้องของนายไชยพัฒน์ พงศ์วีร์ แต่เจ้าหน้าไม่พบตัวนายไชยพัฒน์ในห้องดังกล่าว และขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อนายไชยพัฒน์ได้

 เขาถึงกับสั่นไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าคนขับแท็กซี่ที่ทัศน์ทิ้งมือถือไว้ในรถกับคนขายล็อตเตอรี่จะเป็นอย่างไรบ้าง

"พวกมันคงไปค้นและทำลายข้อมูลที่ห้องพี่เพื่อทำลายหลักฐาน"

"ใช่ครึ่งนึง ไม่ใช่ครึ่งนึง พี่แบ๊กอัพข้อมูลไว้ที่เครื่องเลขาของบอส มันคงนึกไม่ถึงว่าข้อมูลสำคัญจะอยู่ใกล้มันขนาดนี้ ต่อให้บอสรู้ว่าพี่แบ๊กอัพข้อมูลไว้ไหน มันก็เอาข้อมูลไม่ได้อยู่ดี เพราะพี่ตั้งพาสเวิร์ดไว้"

"พี่วางแผนไว้ยังไง"

"ออฟฟิศปิดตี2หรืออาจจะเลทกว่านั้น ถ้างานของบางคนยังไม่เสร็จ พี่จะไปถึงออฟฟิศประมาณตี5 ปีนเข้าทางหน้าต่างห้องน้ำชั้น2 แล้วไปก๊อปข้อมูลที่คอมหน้าโต๊ะเลขาบอส"

"รปภ.ล่ะพี่"

"พี่มีทางไปที่หลยสายตารปภ.ได้ อีกอย่าง ช่วงนี้รปภ.กำลังหลับฝันดีเลย"

เขาพูดต่อ

"พอได้ข้อมูลมาเราจะส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนและพรรคฝ่ายค้าน รองจันทราโดนอ่วมแน่ ส่วนบอส รองจันทราคงคิดว่ามันแอบเอาข้อมูลไปให้ฝ่ายตรงข้ามคงจะถูกเก็บไปด้วย หลังจากนั้นเราค่อยวางแผนกับชีวิตว่าเอายังไงต่อไป เช็ค 1 แสนกับเงินเก็บที่ผ่านมาเราน่าจะพอตั้งตัวได้"

เขาผลอยหลับบนพื้นโดยไม่รู้สึกตัว เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ทัศน์ยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้องนี้

 

to be continued ่ส่องประเทศไทย ตอนที่ 3 กระชากหน้ากากบอส