Reality

ได้เวลากลับมาอัพชีวิต 23 วันในภูหล่มขุมใหม่แล้ว ที่จริงแล้วเป้าผมตั้งเฮ้ยผมตั้งเป้าว่าจะทยอยลงชีวิตตอนที่บวชสลับกับเรื่องอื่น ๆ จะได้ไม่ซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ แต่หลังจากที่เปิดเทอมได้อาทิตย์นึงปรากฏว่าแค่อาทิตย์เดียวอาจารย์ก็พากันขยันให้งาน ให้assignmentจนแทบทำไรไม่ได้เลย ก็เลยเอาชีวิตตอนบวชที่สต๊อกไว้ลงมาก่อน สำหรับใครเพิ่งมาอ่านบล็อกนี้ก็กลับไปอ่าน DAY 0ได้ที่นี่นะครับ

23 days in Poo Lom Khum

DAY 1 : Tears of Ecstasy


ผมมารู้สึกตัวประมาณตี 3กว่า ๆ เห็นครูบาป้อท่านกำลังทำวัตรเช้าอยู่ต่อจากนั้นท่านก็นั่งสมาธิผมกลัวรบกวนท่านก็เลยขอนอนต่อเลย(แหะ ๆ )

ผมรู้สึกตัวอีกทีประมาณตี 5 เห็นครูบาป้อถือบาตรไว้ที่คอสายบาตรพันโค้งจากคอมาที่ไหล่ ที่คอท่านยังสะพายห่อย่ามอีก มือซ้ายถือกาน้ำ มือขวาถือไฟฉาย ท่านบอกผมว่าพระที่นี่ปกติจะตื่นประมาณตี 2 ตี 3 บางท่านอาจตื่นตั้งแต่เที่ยงคืนเลยก็มีแล้วแต่ความสะดวก จากนั้นก็จะทำวัตรเช้าของใครของมันแล้วค่อยบำเพ็ญภาวนาอาจจะนั่งสมาธิหรือเดินจงกลมก็แล้วแต่เรา พอประมาณตี 5จะมาเตรียมอาสนะของตัวเอง ปัดกวาดเช็ดถูกศาลาฉัน กวาดใบไม้รอบ ๆ ศาลา ประมาณ 6โมงเช้า(ที่จริงไม่ประมาณหรอกนะครับคือ 6 โมงเป๊ะ ๆ เลย)ถึงออกบิณฑบาตร

ประมาณ 7 โมงครึ่งหลังจากบิณฑบาตร พระท่านพิจารณาอาหารแล้วก็ให้พร หลังจากพระท่านฉันอาหาร ล้างบาตรเสร็จท่านก็พาผมกับน้องมาที่โรงน้ำร้อนเพื่อเตรียมเครื่องอัฐบริขาร โรงน้ำร้อนคือที่ ๆ มีเตาน้ำร้อนต้มน้ำปานะ(ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าโรงน้ำร้อน) เป็นที่ ๆ พระท่านมาฉันน้ำปานะ(แต่ฉันน้ำปานะก็มีเวลาฉันนะครับไม่ใช่ฉันกันพร่ำเพรื่อจะฉันกันประมาณ 4 โมงเย็นหรือหลังทำข้อวัตร) พบปะพูดคุยกัน(แต่พระท่านก็ไม่ค่อยได้คุยไรกันหรอกทักทายกัน2-3คำก็เท่านั้น เหมือนมานั่งฉันน้ำมองหน้ากัน)

เครื่องอัฐบริขารก็จะมีบาตร จีวร สังฆา สบง อังสะ รวมทั้งพวกของใช้จิปาถะอย่างใบมีดโกน ย่ามแก้วน้ำ

พ่อแม่ผมมารับผมกับน้องที่วัดประมาณเที่ยงเพราะพระอุปชา(พระที่จะบวชให้ผม)ท่านว่างตอนบ่าย 3 อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าบวชทั้งทีก็อยากเข้าถึงแก่นแท้พระพุทธศาสนา ดังนั้นตอนที่ผมบวชคือบวชเลย ไม่มีจัดงานล้งงานเลี้ยง ไม่มีมหรสพใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะเวลาเราจัดงานเลี้ยงก็จะต้องมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แทนที่จะได้บุญกลับได้บาปซะอีก สู้เอาเงินพวกนี้ไปทำบุญทำกุศลน่าจะมีประโยชน์มากกว่า

พอไปถึงพระท่านก็ทำการปลงผมใส่อังสะและสบงขาวเพื่อเตรียมบวชนาคก่อน(คือบวชนาคก่อนแล้วค่อยบวชจริง ๆ )

อันนี้ชุดที่จะเตรียมบวชนาค(เออกูก็มีส่วนขาวกับเขาเหมือนกัน)

การทำพิธีบวชจะทำกันในโบสถ์นะครับจำไว้ เคยมีแก๊งต้มตุ๋นไงครับถูกจับได้จะไม่ให้จับได้ได้ไงครับตำรวจถามว่าบวชที่ไหน มันเสือกบอกว่าบวชที่กุฏิตอบแบบนี้ก็ฮาดิคับ(เออจะเป็นโจรซะทีไม่รู้จักเนียนซะเลย)

พิธีบวชเริ่มขึ้น พระอุปชาท่านให้พ่อแม่มอบผ้าไตรให้ลูก ตอนที่แม่กำลังมอบผ้าไตรแม่ผมร้องไห้ด้วย ปกติคนที่ร้องไห้จะมีสาเหตุหลัก ๆ อยู่ 2 สาเหตุคือเสียใจกับปลื้มปิติมีความสุข ผมว่าแม่ผมเป็นอย่างหลังมากกว่าคือร้องไห้เนื่องจากปลื้มปิติเป็นล้นพ้นจนถึงกับร้องไห้ เพราะความหวังของพ่อแม่นอกจากต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานแล้วอีกอย่างหนึงคืออยากเห็นลูก ๆ บวชให้กับตนเองตามความเชื่อของคนไทย อีกอย่างการที่ผมบวชแม่ผมก็ไม่ได้เอ่ยชักชวนหรือบังคับแต่อย่างใด แต่เกิดจากความสมัครใจของผมเอง(แต่มาคิดอีกทีการที่แม่ผมร้องไห้เพราะกลัวผมบวชแล้วไม่สิกมากกว่า.....HA)

พิธีบวชดำเนินต่อไป ผมท่องคำสวดอย่างตะกุกตะกัก(มีเวลาท่องแค่คืนเดียวเอง)แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ถึงแม้จะนานไปนิดนึง ผมได้ฉายาว่า ปุญฺญกาโม แปลว่า ผู้มีบุญ

พอบวชเสร็จพระที่ท่านอยู่ในพิธีบวชด้วยท่านก็ถามว่า ร้อนมั้ย(อ้าวนี่กรูเป็นมารศาสนารึเนี่ย55555อันนี้ล้อเล่นนะครับตอนบวชมันเดือนเมษาพอดีพอห่มจีวรเข้ายิ่งร้อนเข้าไปใหญ่)

ผมกลับมาถึงวัดภูหล่มขุมตอน 4 ทุ่ม ถ้าผมจะลงจากภูอีกทีคงเป็นวันที่ผมสึกแล้ว ทำให้ผมคิดไปถึงตอนก่อนบวชว่าตามปกติตอน 4 ทุ่มเราคงดูทีวีอยู่ถ้าเกิดตอนบวชเราน่าจะทำอะไร

ตอนนั้น(4 ทุ่ม)ที่วัดทั้งมืดทั้งเงียบมาก ผมกับน้องไปหาครูบาป้อ(ตอนนั้นท่านก็นอนแล้วแต่ก็จำใจต้องปลุกไม่งั้นไม่มีที่ซุกหัวนอน)เพื่อให้ท่านพาไปกุฏิที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนพาไปกุฏิครูบาป้อท่านก็ได้ชี้แจงวินัยบางข้อที่เราจำเป็นต้องรู้จริง ๆ อย่างผ้าครอง(สังฆา สบง จีวร)ของเราตอนโพล้เพล้(ช่วงเวลาที่แยกไม่ออกว่าเป็นตอนเช้าหรือตอนกลางคืน)หรือเวลาประมาณตี4ตี5ถึง6โมง ให้นำติดตัวไปตลอดแม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำ ถ้าไม่มีผ้าครองติดตัวในช่วงเวลานี้จะขาดจากการเป็นพระภิกษุทันที

พอชี้แจงเสร็จครูบาป้อท่านก็นำไฟฉาย เทียน ไม้ขีดที่เตรียมไว้มาให้ จากนั้นท่านก็พาไปกุฏิ ตอนที่เดินไปกุฏิถือของหนักมากมีทั้งบาตร ย่าม(ที่ใส่สบง สังฆา) ไฟฉาย เทียนไข ผมคิดในใจถ้าไปถึงกุฏิหลังแรกจะขออยู่กุฏินั้นเลยเพราะของมันหนักมากขี้เกียจถือต่อไปอีก

พอไปถึงกุฏิหลังแรกผมเห็นน้องผมก็ถือของหนักเหมือนกันต่างคนต่างหนักแค่นี้เองน่าทน ๆ เอา ก็เลยให้น้องอยู่กุฎิหลังแรกก่อน แต่นั่นกลับเป็นความโชคดีของผมเพราะกุฏิหลังต่อมาที่ผมจะมาจำอยู่เป็นกุฏิเดียวในวัดนี้ที่มีไฟฟ้าสร้างด้วยไม้ฝาเฌอร่า มีหลอดไฟทั้งในกุฎิ และบริเวณทางเดินจงกลมซึ่งอยู่บริเวณหน้ากุฏิ มีวิทยุ(ถึงมีก็ไม่เปิดหรอกมันอาบัติ) ในห้องน้ำก็มีขัน มีกะละมังให้พร้อมไม่เหมือนกุฏิน้องผมไม่มีไฟฟ้าจะทำอะไรก็ต้องใช้ไฟฉายกับเทียน ไม่มีกะละมัง ไม่มีขัน ตัวกุฏิก็เล็กกว่ากุฏิผมอีก(อันนี้ไม่รู้จริง ๆ นะว่ามันจะเป็นยังงี้ ความเสียสละของเราได้รับผลตอบแทนแล้ว...แหะ ๆ )

To be continued with DAY 2 : บิณฑบาตรวันแรก