ดอกไม้กับมายาคติ
ในแต่ละปีแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีงานรับปริญญาและทุกครั้งที่มีการถ่ายรูปแสดงความยินดีจะต้องมีช่อดอกไม้ ช่อสองช่อบ้างหรือเป็นหอบอยู่ในอุ้งแขนของบัณฑิต ผมไม่รู้ว่าการให้ดอกไม้แสดงความยินดีเริ่มขึ้นตอนไหน ที่ไหน รู้แต่ว่า ตั้งแต่เห็นมีงานรับปริญญา ดอกไม้ก็เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในรูปภาพของบัณฑิตเกือบทุกคน เหมือนจะเป็นข้อบังคับกลาย ๆ ว่ารับปริญญาต้องมีดอกไม้
ก่อนจะเข้าเรื่องขออธิบายคำว่า มายาคติเพื่อความเข้าใจตรงกัน มายาคติ คือ ตัวแทนของหลายๆ ภาพที่ซ้อนทับกันอยู่ ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคน แต่คนส่วนใหญ่จะมีมายาคติหลายอย่างคล้ายกัน อย่างเช่น ภาพของไอสไตน์ วงโคจรอะตอม สูตรโครงสร้างเคมี จะเป็นตัวแทนของวิทยาศาสตร์ ความจริงแท้แน่นอน พิสูจน์ได้ จุดนี้เองที่นักโฆษณาจะชอบเล่นเพื่อขายสินค้า ถ้าเกิดเอามายาคติใส่ลงไป มายาคติที่อยู่ในคนทั่วไปก็จะบอกว่า มันน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้
ดอกไม้ที่ซื้อให้กัน(หรือซื้อเอง)ในวันรับปริญญา ก็เป็นตัวแทนของมายาคติเช่นกัน คือ เป็นตัวแทนของการแสดงความชื่นชมยินดี(ตรงกันข้ามกับพวงหรีดที่แสดงความเสียใจ แต่ที่เหมือนกันคือ สุดท้ายไม่ได้ใช้ทำอะไร) มีคนรู้จักมาก ดูได้จากจำนวนช่อดอกไม้ในอุ้งแขน การเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต ความมีชีวิตชีวา ฯลฯ
ในที่สุดแล้วดอกไม้พวกนี้ก็ไม่ได้ใช้ทำอะไร นอกจากวางไว้กับที่รอวันแห้งเหี่ยว(ในกรณีที่เป็นดอกไม้สด แต่ส่วนใหญ่จะซื้อดอกไม้สดให้กันอยู่แล้วเพราะสวยกว่า) รอวันไร้ค่า แล้วทิ้งขยะ เหมือนว่าหมดHoneymoon periodไปแล้ว วันถ่ายรูปอะไรก็ดูดีไปหมด ยกเว้นว่าดอกไม้ช่อนั้นจะได้จากคนที่พอเศษกับเราจริง ๆ ถึงจะเหี่ยวแค่ไหน แต่จะถูกเก็บด้วยความทะนุถนอม ไม่รู้ว่าการซื้อดอกไม้ให้กันมีผลทำให้โลกร้อนด้วยรึป่าวน้า
ตอนเด็ก ๆ ผมเคยไปงานรับปริญญาญาติของผม วันนั้นญาติของผมได้ดอกไม้หอบใหญ่มากประมาณ 20 ช่อ ผ่านไปไม่กี่เดือน ดอกไม้แห้ง ๆ ยังกองอยู่อย่างนั้น ผ่านไปปีนึง ดอกไม้หายไปครึ่งกอง ญาติผมจะเลือกช่อคนที่สำคัญให้ไว้ จากนั้นอีก 3 ปี ญาติผมจะย้ายบ้าน หลังจากเก็บสัมภาระที่จะย้ายขึ้นบนรถแล้ว เหลือกองดอกไม้เหี่ยว ๆ วันรับปริญญา ญาติของผมบอกให้ผมเอาไปทิ้งถังขยะ
ผมบอกว่ามันเป็นดอกไม้ที่ได้วันรับปริญญานะ ญาติผมตอบกลับมาว่า เอาทิ้งเหอะ เอาไปก็รกห้อง รับปริญญามันผ่านมาหลายปีแล้ว
อาจจะพากันคิดว่าผมเป็นคนขวางโลก(anti-social) ชอบคิดชอบทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แต่ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการทำบ่อย ๆ ทำกันเยอะ ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วมากกว่า บางเรื่องเป็นสิ่งไม่ดี แต่ทำกันเยอะ ทำกันบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติไปซะงั้น
อย่างการต่อคิว ในสังคมไทยจะไม่ค่อยเข้าคิวกัน มีการลัดคิวกัน พอทำกันบ่อย ๆ เยอะ ๆ มันก็จะดูเป็นเรื่องปกติ และเราก็ยอมรับมันแล้ว
หรือว่าจะเป็นการแขวนป้าย เมื่อคนโน้นคนนี้พากันทำกันมาก ๆ ที่สุดแล้ว ก็กลายเป็นเรื่องปกติ
อ้าว! ถ้าไม่ซื้อดอกไม้แล้วจะซื้ออะไรล่ะ ก็ควรจะซื้อของที่มีประโยชน์ ใช้ได้จริง ๆ มีคุณค่าด้วย ไม่งั้นอย่างน้อยที่สุด คนที่รับจะได้ไม่เอาไปทิ้ง อย่างที่ม.รามคำแหงจะไม่มีซื้อดอกไม้ให้กันในวันรับปริญญา แต่จะซื้อหนังสือให้กัน ถือว่าเป็นการให้ปัญญากัน ไม่มีดอกไม้บัณฑิตก็สามารถรับพระราชทานปริญญาบัตรได้
ผมก็เริ่มแล้วนะครับ คือบอกสายรหัสไว้แล้วว่า ไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้ เอาเงินส่วนนี้ไปซื้อของอย่างอื่นดีกว่า
ผมรับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่นวันที่ 22 ธันวาคม 2552นี้คับ (บอกเฉยๆคับ เผื่อไป ถ้าว่างไปยังไงก็ไม่เอาดอกไม้นะคับ อิอิ)