2009/Sep/06

23 days in Poo Lom Khum: Day 14,15,16

DAY 14: ครึ้มฟ้าครึ้มฝน

กิจวัตรประจำวันตามScheduleตอนนี้ผมชอบตอนไปบิณฑบาตรตอนเช้า ทั้ง ๆ ที่ช่วงแรกการออกบิณฑบาตรเป็นช่วงที่ผมกลัวที่สุด เพราะ ตอนนั้นผมยังห่มจีวรไม่เป็นก็กลัวมันหลุด กลัวทำฝาบาตรหลุด กลัวไปสารพัด แต่พอปรับตัวได้หลายอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จากที่กลัวก็กลายเป้นชอบเนื่องจาก ตอนไปบิณฑบาตรจะต้องลงจากภู เดินผ่านพวกโขดหินลงมา ทำให้ผมต้องตั้งสติตื่นตัวตลอดเวลา เพราะถ้าเผลอใจลอยอาจทำให้สะดุดหินล้มได้

พอลงจากภูก็จะเดินลัดเลาะไปตามป่า ผ่านถนนหินแห่(ถนนหินเล็กๆสีแดงๆ) เข้าถนนลาดยาง แล้วตั้งขบวนบิณฑบาตรที่หน้าบ้านหนองนกเขียน ตอนที่ลัดเลาะตามป่าเขา ผมสัมผัสได้ถึงความร่วมรื่นของป่าไม้ มีเสียงนก แมลงร้องระงม พอถึงบางช่วงมีสะพานเล็กๆให้เดินผ่านห้วยเล็กๆ บางช่วงก็เดินผ่านบึงเล็กๆในป่า ดูแล้วเพลินดี เหมือนเดินเที่ยวป่ายังไงยังงั้นเลย

วันนี้ผมตื่นประมาณตี3 ลมพัดแรงมาก มองไปบนฟ้าไม่ค่อยเห็นดาว เห็นแต่ประกายแลยแปลบๆ ระคนกับเสียงฟ้าร้อง พอใกล้เช้า เมฆทะมึนเคลื่อนคลุมภู ลมก็พัดแรง มีทั้งฟ้าแลบฟ้าร้อง ผมคิดในใจว่าวันนี้ฝนคงตกตอนไปบิณฑบาตรชัวร์ ถ้าเป็นยังงั้นยิ่งเพิ่มความลำบากในการเดินอีก ลำพังบาตรที่พาดอยู่บนไหล่ก็หนักพอแรงแล้ว พอไปบิณฑบาตรจริงๆ ปรากฏว่า ฝนไม่ตก มีแต่ลมพัดกรรโชกกับฟ้าครึ้ม ร่มที่ถือไปบิณฑบาตรก็เลยไม่ได้ใช้

วันนี้กลับสู่สันติสุขอีกครั้ง เพราะไม่ต้องไปแบกไม้ ทำเฉพาะแต่ทำความสะอาดรอบวัดและศาลา หวังว่าคงเป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งวันผมสึกนะ(HA)

DAY 15: สัตตหากาลิก

วันนี้ตอนไปบิณฑบาตรไม่เห็นครูจารย์ไปบิณฑบาตร พอถามไปถามมา ปรากฏว่า ท่านไปที่วัดใหม่หรือวัดป่าสวนปาล์ม(วัดที่พระแก่มาถามผมนั่นแหละ)

วันนี้ไม่ค่อยมีอะไรมากยังเหมือนๆเดิม จะขอพูดถึงสัตตหากาลิกก็แล้วกันนะครับ ปกติเวลาเราจะทานยาเราจะต้องดูฉลาดก่อน ดูว่าใช้ยังไง ใช้แบบไหน หมดอายุรึยัง น้ำปานะสำหรับพระก็เหมือนกันครับ คือมีวันหมดอายุ สัตตหากาลิก คือ พวกน้ำหวาน น้ำผึ้งนั่นหละครับ หลังจากที่ประเคนแล้ว ของพวกนี้จะมีอายุ 7 วัน ถ้าหลังจากนั้นฉันไม่ได้ ผิดพระวินัย เออ รู้สึกเหมือนบัตรเติมเงินเลยจะใช้น้อยใช้มาก ยังมีวันหมดอายุตามราคาบัตรที่เราซื้อ(ไม่รุเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

DAY 16: กุฏิลอยฟ้ากับหมาวัด

ผมเพิ่งได้กุญแจกุฏิลอยฟ้าจากหลวงพ่ออ๊อด ท่านเป็นคนดูแลกุฏิลอยฟ้า กุฏิลอยฟ้าตั้งอยู่จุดที่สูงที่สุดของภูหล่มขุม กุฏิตั้งอยู่บนแทงก์น้ำที่สูงประมาณ 6-7 เมตร มีทางเดินจงกลมต่อจากกุฏิออกไปอีกประมาณ 10เมตร เมื่อขึ้นไปอยู่บนกุฏิลอยฟ้าจะเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ ภู ซึ่งจะโอบไปด้วยภูเขา ข้างล่างเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีบ้านเรือนแซมบ้าง มีพื้นที่ประปราย เพราะ พื้นที่นาส่วนใหญ่ที่นี่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสวนยางพาราแล้ว ผมขึ้นไปอยู่ได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ลงมา เพราะ ยิ่งสูงยิ่งรับความร้อนจากแสงอาทิตย์มาก(คือร้อนนั่นเอง)

ว่าจะพูดถึงหมาที่วัดมาหลายวันแล้ว เห็นว่าวันนี้ไม่ค่อยมีอะไร เลยขอเขียนถึงหมาวัด 2 ตัวที่ผมชอบเล่นกับมัน หมาวัด 2 ตัวนี้ไม่ใช่หมาวัดธรรมดานะครับ แต่เป็นหมาพันธุ์เซนตืเบอร์นาร์ดผสมกับโกลเด้น ขนหนามาก ยิ่งอากาศร้อน ๆ เนี่ยลิ้นมันห้อยตลอดเวลาเลย หมา 2 ตัวอายุเท่ากันคือ 1 ปี พระอาจารย์น้อยซื้อมาตัวละ 3 พัน หมา 2 ตัวชอบมาเล่นกับพระหรือญาติโยมที่มาวัด หมา 2 ตัวมีนิสัยดีอยู่อย่างคือ ไม่เห่าไม่กัด(ออกแนวหมาหน่อมแน้ม) ผมแทบจะไม่เคยเห็นหมา 2 ตัวนี้เห่าเลย นอกจากมันหยอกกันเองถึงได้ยินเสียงเห่า หมาตัวแรกขนออกทอง ๆ ทั้งตัวเลยถูกเรียกว่าถุงทอง อีกตัวขนบางลงมาหน่อยสีขาวๆชื่อ ถุงเงิน เวลาเจอมัน 2 ตัวถ้าว่างผมจะเล่นกับมัน เคยมีครั้งหนึ่ง ผมเรียกเจ้าถุงเงินมาหามันไม่มาหา แต่พอเรียกเจ้าถุงทองแล้วมันมาหาผม ไอ้เจ้าถุงเงินเห็นเพื่อนมาหาเรากลัวเสียเปรียบก็เลยวิ่งมาหาผมเหมือนกัน แถมยังกันไม่ให้เจ้าถุงทองมาเล่นกับผมอีก และมัน 2 ตัว ชอบให้เราหาอะไรให้มันคาบและก็แทะเล่น