2008/Jul/27

The last life in the university at

Ubonrat

Quarter 3

ที่ทำการเทศบาลตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ที่ถูกโอบด้วยภูพานคำ

14 กรกฎาคม 2008

เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ

ถึงวันจันทร์จะเป็นวันแรกที่เริ่มทำงานของสัปดาห์  แต่ที่โรงบาลแล้ววันจันทร์คนจะไม่ค่อยเยอะ  เพราะ  วันจันทร์ไม่มีคลินิกต่าง ๆ

พอว่างเยอะก็มีเวลาคุยเยอะ  ก็คุยกับพี่เอกไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องวิชาการบ้าง  ไร้สาระบ้าง  จากที่คุยกับพี่เอกทำให้รู้ว่า The Brain  สถาบันสอนพิเศษที่ผมเคยเป็นศิษย์เก่า  มีมาตั้งแต่สมัยพี่แกแล้วและสอนโดยคุณพี่ช้าง  ที่ขึ้นชื่อในด้านความเก่งและฮา  มุขที่พี่แกชอบใช้ที่พอจำได้ก็จะมี

"ใครตอบข้อนี้ได้พี่ช้างจะยกThe Brainพร้อมหนี้สินให้"

"เดี๋ยวพี่ช้างเอางวงฟาดเลย"

"วันนี้จะมีสัตว์ใหญ่ให้โชค"

ฯลฯ

บางมุขฟังดูอาจจะดูฝืดๆ แต่ถ้าพี่ช้างแกเป็นคนพรีเซนต์  ด้วยบุคลิก  หน้าตา  ท่าทาง  ทำให้มุขที่ไม่ค่อยตลกก็ตลกได้

ถ้าใครเคยเรียนกับพี่ช้าง  ขอบอกเลยคับว่าบุคลิกพี่เอกแกก็คล้าย ๆ พี่ช้าง  ฮา ๆ เหมือนกัน  ยิ่งตอนพี่แกจ่ายยา  เรื่องซีเรียส ๆ พี่แกจะพูดให้คนไข้ฮาได้  อย่างเช่น

คนตายเพราะโรคไม่ใช่เพราะยานะคับ  ยังไงก็กินยาให้ครบนะคับ  ถ้าอยากตายไว ๆ ก็ไม่ต้องกินยาเด้อ  ฟังดูเหมือนจะขู่คนไข้เลยนะคับ  แต่ตอนพี่แกพูดจะพูดในโทนฮา ๆ ล้อเล่น ๆ มากกว่า

พี่เอกบอกว่าสมัยมัธยมแกเรียนอยู่ขอนแก่น  ช่วงม.ปลายพี่แกเข้ากรุงเทพฯมาเรียนพิเศษ  สมัยนั้นสถาบันสอนพิเศษจะไปกองกันแถวราชดำเนิน  ไม่ใช่สยามอย่างทุกวันนี้  เพราะสมัยนั้นวัยรุ่นยังไม่นิยมไปเดินสยามกัน

เลยราชดำเนินไปเป็นสนามหลวง  ตอนนั้นรอบ ๆ สนามหลวงจะมีคนเอาหนังสือราคาถูก  ลดราคาแล้วมาวางขาย

Applied physics ของหมอประกิตเผ่าก็อยู่แถวนั้นด้วยนะคับ  แต่พี่เอกไม่ได้เรียน  พี่เอกเรียนคณิตกับภาษาไทยที่The Brain  พี่แกบอกว่าอาจารย์ที่สอนภาษาไทยที่The Brainแกสอนดีมาก  จนพี่แกได้ท็อปประเทศเลย  คือ  สมัยนั้นคะแนนเต็ม 50  พี่แกได้ภาษาไทย 49

วันนี้ทำให้ผมรู้ว่าการเรียนพิเศษมันมีมานานแล้วและเป็นสิ่งที่คู่กับการศึกษาของไทย  มีอาจารย์หลายท่านไม่เห็นด้วยกับการเรียนพิเศษเพราะ

1. เด็กจะไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน

2. เด็กควรเอาเวลาที่เรียนพิเศษไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การเรียน

ถึงจะมีระบบต่าง ๆ มากมายออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กไปเรียนพิเศษ  แต่จนแล้วจนรอด  เด็กเขาก็ไปเรียนเหมือนเดิม  อีกทั้งสถาบันสอนพิเศษก็ปรับกลยุทธ์ตามนโยบายของกระทรวงที่ป้องกันไม่ให้เด็กเรียนพิเศษด้วย

การเรียนพิเศษไม่ใช่อะไรที่เสียหายร้ายแรงอะไรเลย  ผู้ปกครองหลายท่านบอกว่า  ยอมให้ลูกตัวเองเรียนพิเศษทั้งวัน  เรียนเสร็จก็พัก  เที่ยวได้พอประมาณ  ดีกว่ายอมเห็นลูกตัวเองไปซิ่งมอไซ  ติดยา  มั่วสุมในทางไม่ดี  ไปอยู่ตามร้านเกม ร้านเน็ต  ฯลฯ

นักวิชาการหลายท่านพยายามจะทำให้การศึกษาของไทยเป็นเหมือนเมกาแต่ไม่เคยคิดเลยว่าการศึกษาแบบเมกาเอามาใช้ในบริบทของสังคมไทยได้หรือไม่

อย่างChild Centerผมว่าเป็นระบบที่ดีมากเลย  ดีกว่าอาจารย์เอามาป้อนให้  แต่พอเอามาใช้จริง ๆ มีอาจารย์มัธยมไม่กี่คนหรอกที่เข้าใจระบบนี้  มีอาจารย์หลายท่านคิดว่าระบบนี้ดี  เพราะ  กูสบายไม่ได้สอนห่าอะไร  ให้งานนักเรียนไปหา  ส่วนกูก็เตนียมสอนพิเศษอย่างเดียว

ไอ้คำว่าให้งานนักเรียนไปหา  คือ  ตัวอาจารย์ก็ต้องทำการบ้านเหมือนกันว่า  ตัวเองจะให้นักเรียนไปหาอะไร  ที่นักเรียนเขาไปหามามันบรรลุวัตถุประสงค์ของเรื่องนั้นมั้ย  ที่เขาไปหามามันออกนอกเนื้อหาที่ควรจะรู้มั้ย  ที่เด็กเขาหามาถูกหรือผิด  ถ้าหาผิดจะมีวิธีการจัดการอย่างไร  เรื่องพวกนี้อาจารย์เขาไม่เคยตระหนัก  คิดแต่ว่าสบายแล้วทำผลงานเข้าตัวเองซะงั้น

ซ้ำร้ายเข้าไปใหญ่ให้เด็กไปตะบี้ตะบันหา  แต่ตัวเองดันเอาข้อสอบมาติวเด็กที่เรียนพิเศษ  อาเมน!

ถ้าเราไปดูประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง(ที่ไม่ใช่กัมพูชา)เราอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น  เขาก็มีเรียนพิเศษเหมือนเราและการแข่งขันของเขาก็สูงและโหดกว่าเมืองไทยมาก  ผมว่าแต่ละที่  แต่ละประเทศก็มีแบบฉบับของตัวเอง  จะทำให้เหมือนใครมันก็ลำบาก

หลัง 4 โมงก็คุยกับพี่มะปรางกับอุ๋มเจ้าพนักงานเภสัช  พี่มะปรางบอกว่า  บ้านพักเลียบเขาที่ผมพักอยู่งูเยอะ  บางทีมันก็มาเล่นกับหมา  ก็ว่าอยู่ทำไมหมาบ้านพี่นาเข้าป่าเหมือนไปหยอกกับอะไรก็ไม่รู้  ทีแรกนึกว่าหมาหยอกกันเอง  เวรแล้ว!!!!!   ทำไมมาบอกกรูตอนนี้ด้วยวะ  ถ้าจะเจองูกรูขอเจอในฝันก็แล้วกัน

15 กรกฎาคม 2008

ไปกินต้มไก่บ้าน

สถิติจำนวนคนไข้อาทิตย์ที่แล้วถูกทำลายแล้วคับ  วันนี้แค่ตอนเช้ามีคนไข้มารับยา 150 คน  ตอนบ่ายประมาณ 30 คน  รวมแล้วประมาณ 180 คน  มากกว่าวันที่11/7/08ที่มีคนไข้ประมาณ 160 คน  พี่เอกบอกว่า  พรุ่งนี้น่าจะเยอะกว่านี้  เพราะ The day after tomorrow(วันมะรืนอ่ะนะ)  เป็นวันหยุดเข้าพรรษา  หมอน่าจะนัดคนไข้มาเยอะ  อีกทั้งมีคลินิกเบาหวานอีก(นึกแล้วสยอง)

5 โมงเย็นพี่อนันต์  สาธารณสุขโรงบาลหัวหน้าฝ่ายสุขาภิบาล  ชวนพวกผมไปออกชุมชนด้วย  ทางโรงบาลอุบลรัตน์จะแบ่งทีมรับผิดชอบดูแลแต่ละหมู่บ้านเพื่อติดตามโรคที่ผู้ป่วยเป็น  การใช้ชีวิต  การใช้ยาว่าใช้ถูกต้องมั้ย  กินยาครบรึป่าว  ฯลฯ  ผมว่าแบบนี้ดีมากเลย  เป็นการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด  ไม่ใช่ว่าจ่ายยาออกไปแล้วให้คนไข้ใช้ยาตามมีตามเกิด  ดูแลตัวเองไปงั้น ๆ ดีขึ้นก็แล้วไป  แย่ลงก็เพิ่มยา  มีบ้านนึงที่ไปเป็นผู้ป่วยวัณโรค  แต่แกจะไม่ค่อยกินยา  แกบอกว่ากินยาวัณโรค  แล้วเหนื่อย  เพลีย  ไม่มีแรง  เราต้องเข้าไปให้ความรู้และให้ทานยาให้ครบ  เพราะ  วัณโรคหายได้  นี่ถ้าเกิดว่าเราจ่ายยาไปแล้วไม่ติดตามแบบนี้  เราก็จะไม่รู้ว่าผู้ป่วยมีปัญหาอะไร

หมู่บ้านที่พี่อนันต์รับผิดชอบ  พี่แกจะมีสมุดบันทึกของแต่ละบ้านว่าเป็นบ้านเลขที่เท่าไหร่  ป่วยเป็นโรคอะไร  ได้ยาอะไรบ้าง  วันที่มาเยี่ยมอาการเป็นบ้านเลขที่เท่าไหร่  ป่วยเป็นโรคอะไร  ได้ยาอะไรบ้าง  วันที่มาเยี่ยมอาการเป็นไงมั่ง  อย่างเช่น  บ้านยายที่ติดเชื้อราทั่วตัว  วันนี้มาปรากฏว่าอาการดีขึ้น  ผิวหนังที่เคยเป็นขุย ๆ ก็หายดีแล้ว

ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนสส.เลย  เวลาเดินตามพี่อนันต์  ชาวบ้านเขาจะร้องทักพี่แก  ยังกะพี่แกเป็นดารา  คนเด่น  คนดัง ยังไงยังงั้นเลย

ออกหมู่บ้านเสร็จก็พากันไปกินต้มไก่บ้านที่บ้านน้าจักร  ไปกินก็ไม่ต้องไปกลัวสารพิษตกค้างอะไร  เพราะ  ไก่บ้านที่ต้มกินก็ไก่ที่แกเลี้ยงไว้  ผักก็ผักปลูกเอง  แกยังมีการชวนมากินปลาช่วงวันหยุดเข้าพรรษาอีก  เพราะ  น้าจักรแกเลี้ยงทั้งปลาดุก  ปลาบึกเอาไว้ด้วย  แต่พี่อนันต์บอกว่าช่วงนั้นไม่ว่าง  น้าแกเลยบอกว่า  ถ้าว่างก็แวะมา  จะเตรียมอาหารการกินเอาไว้  นี่แหละคับคือลักษณะนิสัยของคนอีสาน  คือ  มีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง(Hidden Agenda) เราเคยช่วยอะไรเขา  เขาก็ประทับใจในตัวเราแล้ว

ตอนที่กิน ๆ ไปน้าจักรจะพูดถึงชีวิตวัยหนุ่มที่โลดโผนของแก  แกบอกว่าแต่ก่อนแกจะขี่ม้าต้อนควายร้อย ๆ ตัวไปขายกรุงเทพฯ คล้าย ๆ เรื่อยนายฮ้อยทมิฬเลย  มีเคยถูกปล้นควายด้วย  เมื่อถูกปล้นก็จะไปหาปล้นขบวนอื่นต่ออีก  บลา บลา  จะนายฮ้อย  นายสิบ  นายพันอะไร  ตูไม่สนแล้ว  ขอแด๊กต้มไก่บ้านก่อน  แซบอีหลีดิลีเชียสจริง ๆ ขอบคุณน้าจักร มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคับ

16 กรกฎาคม 2008

ปิดบัญชี

ผมไม่ได้เจอพี่ก้อยพี่เจ้าพนักงานมา 2 อาทิตย์แล้ว  อาทิตย์ที่แล้วพี่ก้อยไปปฏิบัติธรรม  พอมาอาทิตย์นี้ก็ลาพักร้อน  ทำให้ผมลืมเลยว่าพี่แกก้อยู่ที่ห้องยาด้วย

ตามที่พี่เอกบอกไว้ว่า  วันนี้คนจะเยอะ  เพราะ  จะหยุดถึง 4 วัน  เป็นวันปิดบัญชี  ผมก็เตรียมตัวตรียมใจฟิตร่างกายพร้อมแล้ว(HA)  แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คนน้อยกว่าที่คาดไว้เยอะมากน้อยกว่า 2 วันที่แล้วด้วยซ้ำ  คือ  ตอนเช้ามีไม่ถึงร้อยคน  ตอนบ่ายมากันประปราย  ไม่มากไม่มาย

ที่ผมสังเกตได้อีกอย่างจากการมาฝึกงานที่นี่คือ  หมอจะตรวจเร็วมาก  ประมาณ 8 โมง 15  ก็เริ่มตรวจแล้ว  เมื่อตรวจไวก็จ่ายาไว  อย่างที่นี่ 8 โมงครึ่งก็เริ่มจ่ายแล้ว  ไม่เหมือนที่อื่น  หมอจะตรวจสายหน่อย  สตาร์ตจ่ายยาเร็วสุด 9 โมง  เผลอ ๆ  9 โมงครึ่งก็ยังมี