2008/Aug/04

The last life in the university at

Ubonrat

Quarter 4

21 กรกฎาคม 2008

การกลับมาของพี่หญิง

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าห้องยาที่นี่มีเภสัช 3 คนคือ  พี่เอกหัวหน้าห้องยา  พี่จุ๊บ  และพี่หญิงที่ลาคลอด  อาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์แรกที่พี่หญิงเริ่มทำงาน  พี่ ๆ เล่ากิติศัพท์ของพี่หญิงว่าใน 3 คน  พี่หญิงโหดสุด คือ สั่งงานเยอะ  แล้วก็มีสอบด้วย

ตอนเช้าผมไปรอรถตู้โรงบาลหน้าโรงบาลศรีฯเพื่อไปที่โรงบาลอุบลรัตน์  ระหว่างรอมีพี่ผู้หยิงคนนึงไม่เคยเห็นหน้าเลย  ใส่เสื้อกาวน์ของเภสัช  ในใจก็รู้ว่าเป็นเภสัชกรชัวร์  แต่ไม่นึกว่าเป็นพี่หญิง  จนกระทั่งพี่ณีพี่พยายาลเดินมาก็เลยแนะนำพวกผมกับพี่หญิง

พี่หญิงพอมาถึงห้องยาก็ต้องเคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จ  โดยเฉพาะงานจัดซื้อจัหายาเข้าโรงบาล  ดู  ๆแล้วก็เยอะทีเดียว  ช่วงที่พี่หญิงลาคลอดจะมีปัญหายาขาดสต๊อก  เนื่องจากไม่มีคนดูแลโดยตรง  และคนอื่นก็มีหน้าที่รับผิดชอบกันหมด

ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผม(555)  เนื่องจากพี่หญิงต้องเคลียร์งาน  เลยไม่ค่อยมีเวลามาสั่งงานพวกผม

ที่ห้องยาทุกบ่ายวันจันทร์พี่จันพี่เจ้าพนักงานจะเตรียมยาปราศจากเชื้อ  หลังห้องยา  ยาที่เตรียมก็จะมี  น้ำยาฆ่าเชื้อห้องคลอด  น้ำยาฆ่าเชื้อทั้วไป  แอลกอฮอล์  วิธีเตรียมก็ไม่ยากแค่ตวงสารที่เราเตรียมไว้ตามต้องการแล้วเทผสมกัน  ซึ่งจะมีวิธีการเตรียมมาตรฐานเป็นโฟลว์ชาร์ตให้ทำตามขั้นตอน

พี่จันบอกว่าแต่ก่อน อ.โจ้นาถธิดา  ก็เคยเป็นเภสัชที่โรงบาลนี้  แล้จะพาพี่แกเตรียมยาปราศจากเชื้อ  โดยอาจารย์เป็นคนคำนวณปริมาณสารและผสมเอง  ส่วนพี่จันจะเป็นลูกมือคอยช่วยอาจารย์อีกที

22 กรกฎาคม 2008

บายศรีสู่ขวัญ(อีกครั้ง)

ช่วงวันสองวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร  คนไข้ไม่ค่อยเยอะ  อย่างวันนี้ตอนเช้ามีคนไข้แค่ร้อยกว่า ๆ ตอนบ่าย  บ่าย 3 โมงก็ไม่มีคนไข้แล้ว

ตอนบ่าย 4  ผมมีกำหนดการไปออกหมู่บ้านอีกครั้งกับพี่นิภาห้องผ่าตัด  และน้อง ๆ นักศึกษาฝึกงานสาธารณสุข  วันนี้ตามจริงชาวบ้านเขาจะบายศรีสู่ขวัญให้น้อง ๆ ฝึกงานสาธารณสุขที่มาออกชุมชนทุกวันอังคาร  พฤหัส  ส่วนผมอาศัยเนียนมาบายศรีฯกับเขาเพราะ  ศุกร์นี้ผมก็จะไปแล้วเหมือนกัน(HAHA)

บ้านที่ไปคือบ้านอุดมศิลป์  อยู่ห่างจากโรงบาล 15 กิโล  ถือว่าไกลทีเดียว  ชาวบ้านทยอย ๆ  กันเข้ามาที่วัด(บายศรีฯกันที่ศาลาวัดคับ)  แต่ละคนก็นำข้าวปลา  อาหาร  มากินกัน  ชาวบ้านน่ารักมากคับ  บางคนเอาลาบปลา  ทอดปลา  หอยต้ม  ฯลฯ  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารตามฤดูกาล

ก็นั่งคุยกินคุยไปกับชาวบ้านเรื่อย ๆ เรื่องที่คุยก็คงไม่พ้นเรื่องยาอีกตามเคย  แต่จะโฟกัสที่ยาเบาหวาน  เพราะเป็นกันเยอะ  ก็ตอบข้อซักถามและสิ่งที่ชาวบ้านยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาเบาหวาน  อย่างเช่น

- กินยาเบาหวานเยอะ ๆ ทำให้ตับแข็ง  ไตเสื่อมจริงเหรอ

- อยากหายไว ๆ กินเบิ้ลได้มั้ย  อย่างเช่น  ให้กิน 1 เม็ด  แต่เบิ้ลเป็น 2 เม็ดได้มั้ย

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ  พิธีบายศรีสู่ขวัญก็เริ่มขึ้น  ตามธรรมเนียมปฏิบัติจะมีหมอพราหมณ์คอยสวด  จากนั้นก็จะนำด้านสายศิลป์มาผูกข้อมือกัน

ในฐานะที่มาครั้งแรกพี่นิภาเลยให้พวกผมสาธิตว่าเกลือชนิดไหนมีสารไอโอดีน  โดยเปรียบเทียบระหว่างเกลือไอโอดีนกับเกลือธรรมชาติที่ขายตามท้องตลาด เพราะ ยังมีชาวบ้านที่เป็นโรคคอพอกกันเยอะ  เอาง่าย ๆ ตอนผมจ่ายยายังมียารักษาโรคคอพอกที่จ่ายไปเยอะ  เรื่องเกลือไอโอดีนก็รณรงค์กันมานานเป็น 10 20ปี  ทีแรกผมคิดว่าปัญหานี้ไม่น่าจะมีหรือมีน้อยแล้ว  แต่พอมาออกฟิลด์จริง ๆ ชาวบ้านก็ยังเป็นกันเยอะอยู่  ปัญหาก็น่าจะมาจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชาวบ้าน

23 กรกฎาคม 2008

เงียบเหงาจิง ๆ

สัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงานเป็นอะไรไม่รู้  คนไข้มักจะน้อยกว่าสัปดาห์อื่น ๆ วันนี้ก็เหมือนกัน  ขนาดเป็นวันเบาหวานแล้ว  แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี  คือ  ช่วงเช้า  คนไข้ไม่ถึง 100 คน  ตอนบ่ายก็มากันประปราย  ช่วงที่ไม่มีคนไข้พี่เอกก็ให้นำเสนอเคสคนไข้ที่ไปเก็บจากหอผู้ป่วยใน

หลังบ่าย 4  พวกผมเดินผ่านห้องพี่อิ๋ว  ที่เป็นประธานบ้านพักบุคลากรในโรงบาล  พี่อิ๋วเลยเรียกมาคุย  ถามสารทุกข์สุกดิบ  ว่าบ้านพักมีข้อปรับปรุงอะไร  อยากแนะนำอะไร  ก็บอกมาได้เลย  ถ้าพูดถึงตัวบ้านพักก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรและค่อนข้างโอมาก  คือ  กว้าง  อาการถ่ายเท  มีพัดลมให้  พื้นปูด้วยกระเบื้อง (จากข้อควรปรับปรุงกลับเป็นชื่นชมแทน)

พี่อิ๋วบอกว่า  พี่อิ๋วอยู่โรงบาลนี้ตั้งแต่ก่อตั้งโรงบาล  ตอนนั้นมีหมอ 1 คน  พยาบาล 4 คน  ต้องแบ่งคนนึงไปดูแลห้องยา  แล้วพี่แกก็เล่าถึงเภสัชที่บรรจุที่นี่ตั้งแต่คนแรกจนถึงปัจจุบัน  พี่อิ๋วบอกว่าที่ย้ายบ่อยถ้าไม่นับหมอที่ไปต่อเฉพาะทางแล้ว  ก็เภสัชนี่แหละ  ทำให้งานไม่ต่อเนื่อง  ใครมากี่รุ่น ๆ พี่แกก็ลุ้นว่าคงอยู่ถาวร  บางท่าน  อย่างอ.โจ้นาถธิดา  คิดว่าจบมข.ไม่น่าจะย้าย  แต่จนแล้วจนรอดอาจารย์โจ้อยู่แค่ปีเดียว  แล้วสอบไปเรียนต่อเมกา

24 กรกฎาคม 2008

Before the last

วันนี้มีคลินิกเบาหวานอีกวัน  แต่ถ้าเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาคนก็ยงน้อยอยู่ดี  คือช่วงเช้าแค่ร้อยนิด ๆ ตอนบ่ายไม่ต้องพูดถึง  แทบจะนับคนไข้ได้เลย  ประมาณบ่าย 3 ดูเหมือนคนไข้จะหมดแล้ว  ในเมื่อว่างเช่นนี้พี่ ๆ ที่หอ้งยาพากันเมาท์สนั่นหวั่นไหว  ผมก็ได้แต่นั่งฟังและหัวเราะไปด้วย  ยิ้งมีแต่ผู้หญิงเรื่องเมาท์ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่

บ่าย 4 พี่ไก่ห้องERพาไปออกชุมชนที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยง  ไม่ไกลากโรงบาลมาก  ประมาณ 5 กิโล  บ้านนี้จะเป็นท่าเรือหาปลาของชาวบ้าน  พี่ไก่บอกว่า  แต่ก่อนชาวบ้านจะไปหาปลาตรงที่เป้นเขื่อนอุบลรัตน์ในปัจจุบัน  แต่พอมีการสร้างเขื่อน  ชาวบ้านเลยย้ายท่าเรือมาที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยง

วันนี้พี่ไก่พาชาวบ้านผู้สูงอายุประมาณ 15 คน  มาลำกระบองซึ่งเป็นการออกกำลังการที่เหมาะกับผู้สูงอายุ(แต่ไม่ใช่ว่าคนวัยรุ่นออกไม่ได้นะคับ)  เพราะ  ไม่ได้ใช้แรงมากและอยู่กับที่  พี่ไก่ให้พวกผมพูดเรื่องไอโอดีนให้ชาวบ้านรู้ถึงความสำคัญของเกลือไอโอดีน  พร้อมกับสาธิตการทดสอบเกลือไอโอดีน

 บรรยากาศการลำกระบองของชาวบ้าน

พอถึงตอนลำกระบองชาวบ้านสนอกสนใจกันมาก  คุณบายบางท่านอายุ 70  ทำตามได้ทุกท่าไม่มีเหนื่อยเลย  พี่ไก่พยายามหาตัวแทนชาวบ้านนำออกกำลังกายทุกวัน  เพราะ  พี่ไก่มาได้แค่อาทิตย์ละครั้ง  แต่ไม่มีใครยอมเป็น  แต่ละคนบอกว่า  จะรำตอนที่พี่ไก่มาเท่านั้น

25 กรกฎาคม 2008

Go back to the past the last

วันนี้ไม่มีคลินิกเบาหวาน  คนไข้ก็ยิ่งน้อยกว่าเมื่อวานอีก  เหมือนจะรู้ว่าผมจะไปแล้วเลยสร้างบรรยากาศให้ดูเงียบเหงาวังเวง  ช่วงเช้าคนไข้ไม่ถึงร้อยคน  ช่วงบ่ายไม่ต้องพูดถึงบ่าย 2 ครึ่งก็ไม่มีคนไข้แล้ว

ตอนเที่ยงพี่ ๆ ห้องยาพาพวกผมมาเลี้ยงส่งบนแพริมหาดน้ำที่บ้านโคกน้ำเกลี้ยงนั่นแหละ  ถือได้ว่าเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวนึงของอำเภออุบลรัตน์นอกจากเขื่อน  ฝั่งตรงข้ามแพจะเป็นรีสอร์ทสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน

อาหารอร่อย ๆ กับทัศนียภาพที่สวยงามของธรรมชาติอย่างงี้กินไปชมวิวไปได้บรรยากาศดีคับ

ผมเคยมากินที่นี่แล้วครั้งนึงเมื่อ 5 ปีก่อน  ตอนมาออกค่ายหมอยา1  ที่อำเภอโนนสัง  จังหวัดหนองบัวลำภู  ตอนกลับจากค่ายผ่านอำเภออุบลรัตน์พอดี  พี่ ๆ (ตอนนั้นผมอยู่ปี1)  เลยพามาเลี้ยงอาหารที่แพนี้  ซึ่งนั่นก็เป็นอีกเหตุผมนึงที่ทำให้ผมประทับใจค่ายหมอยา(55ของฟรีใคร ๆ ก็ชอบ)

ไม่ใช่ป่งใช่ปอบที่ไหนลงหรอกคับฝีมือของพวกผมน่ะเอง(เห็นแล้วสยองจริง ๆ )

ประมาณบ่าย 4  พวกผมก็พากันไปอำลาฝ่ายต่า ๆ ทำให้ผมทราบว่าหมอเก้ง  หมอที่เพิ่งมาทำงานได้ที่นี่ 3 เดือน  เป็นพี่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยรุ่น90  ส่วนผมรุ่น92  ตอนมาแรก ๆ ก็เห็นพี่ ๆ บอกว่าหมอเก้งก็เป็นคนร้อยเอ็ดเหมือนผม  แต่ผมไม่คิดว่าพี่แกจะจบร้อยเอ็ดวิทฯ(คือโรงเรียนผมคนจะเยอะมาก  ขนาดรุ่นเดียวกันยังรู้จักกันไม่หมดเลย)  เพราะเห็นว่าพี่แกจบศิริราช  ซึ่งปกติแล้วโรงเรียนผมถ้าเรียนแพทย์ก็จะไปเรียนที่ขอนแก่นกัน  เพราะ  มีโควต้าภาคอีสาน  ถ้าเป็นแพทย์ในกรุงเทพฯจะมีน้อยหน่อย  เพราะ  แข่งขันกันทัวประเทศ

คุยไปคุยมาพี่แกก็เพิ่งเริ่มต้นอาชีพหมอสด ๆ ซิง ๆ นี่เอง  คือ  เพิ่งทำได้แค่ 3 เดือน  เรื่องที่คุยนอกจากนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน  อย่าง  อาจารย์  สถานที่  ผอ.โรงเรียน  ฯลฯ